ไตรรัตน์ รับด้อยปัญญา ต้องรอศาลสูงสุดชี้ขาด ปัดข่าวออก พ.ร.ก.ยุบ กสทช. ชี้แค่จินตนาการ
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 12.40 น. ที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช. และความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมกรรมการ กสทช. โดยระบุว่า ไม่ได้จบนิติศาสตร์หรือเนติบัณฑิต จึงไม่อาจยืนยันข้อกฎหมายได้ทั้งหมด และยังไม่ทราบว่าฝ่ายใดดำเนินการถูกต้อง โดยเข้าใจว่าหากคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ต้องรอฟังคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดก่อน อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. พร้อมอำนวยความสะดวกให้กรรมการทุกคนจัดประชุมตามหน้าที่ แต่ประเด็นสำคัญคือ มติที่ออกมาจะถูกต้องตามกฎหมายและสามารถนำไปปฏิบัติได้หรือไม่นั้นยังไม่อาจสรุปได้ เนื่องจากการดำเนินการตามมติอาจมีผลทางปกครอง และหากเกิดปัญหาขึ้น สำนักงานฯ อาจเป็นผู้ถูกฟ้องร้อง จึงต้องตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนก่อน
“ผมไม่ได้บอกว่ามตินั้นผิด แต่ผมยังไม่รู้ว่ามตินั้นถูกหรือเปล่า ผมก็เลยไม่รู้จะทำตัวอย่างไร นี่คือสิ่งที่เป็นสุญญากาศประมาณสัก 2 เดือน” นายไตรรัตน์กล่าว
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา การประชุมหลายครั้งในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงการประชุมนัดพิเศษที่เกิดขึ้นจนถึงวันที่ 21 ตุลาคม นั้นยังไม่เห็นเอกสารมติการประชุม จึงไม่ทราบว่ามีมติเรื่องใดบ้างและจะนำไปปฏิบัติอย่างไร ทั้งนี้ ผมต้องเลือกปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางที่เห็นว่าสอดคล้องกับข้อกฎหมายมากที่สุดก่อน โดยเฉพาะกรณีที่มีการจัดประชุมชนกัน 2 ห้องในวันและเวลาเดียวกัน ซึ่งผมไม่สามารถเข้าร่วมพร้อมกันได้ ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. เข้าไปให้ข้อมูลในการประชุมนั้น ไม่ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปชี้แจง แต่ก็ไม่ได้ห้าม เพราะเข้าใจว่าเมื่อผู้บังคับบัญชาเรียกไปให้ข้อมูล เจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าไปได้ แต่เป็นห่วงเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเอกสารและหลักฐานที่ต้องตรวจสอบย้อนหลังได้
“เทปเสียงก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี มีการลบเสียงอีก ผมก็เลยไม่รู้อะไร ผมเป็นผู้ด้อยปัญญา ไม่ได้รู้ทุกเรื่องไปขนาดนั้น แต่มติที่ออกมา ผมก็ยังไม่ได้มติอะไรเลย ตั้งแต่ประชุมครั้งที่ 1 มาจนถึงเมื่อวานนี้” นายไตรรัตน์กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวและข้อสังเกตว่า ภาวะสุญญากาศภายใน กสทช. อาจนำไปสู่การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อปูทางไปสู่การยุบคณะกรรมการ กสทช. ได้หรือไม่ นายไตรรัตน์ กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ คนก็พูดกันไปเรื่อยเปื่อย อันนี้ก็คือ Imagine จินตนาการไปเรื่อย หากจะมีการออกพระราชกำหนด ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของรัฐบาล ไม่ใช่สิ่งที่จะไปคาดการณ์แทนได้
“คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ตัวผมอาจจะไม่ใช่คนที่คนรักก็ได้ คนนั้นก็ว่าไปเรื่อย ผมก็ไม่ได้สนใจ” นายไตรรัตน์กล่าว
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ส่วนการเข้าร่วมประชุมสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU ในฐานะสมาชิกประเทศไทยยังสามารถทำได้ แต่การใช้สิทธิออกเสียงเพื่อแข่งขันชิงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร ITU จำเป็นต้องได้รับหนังสือมอบอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ยังมีการติดตามสอบถาม โดยการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีเป้าหมายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหาร ITU เพื่อร่วมกำกับดูแลและขับเคลื่อนนโยบายด้านการเงิน การคลัง และการบริหารองค์กรโทรคมนาคมระดับโลก โดยการเป็นสมาชิกที่มีบทบาทยังช่วยให้ประเทศไทยมีสิทธิมีเสียงในการประสานงานและเจรจาประเด็นสำคัญระหว่างประเทศ
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ตามแนวทางการจัดคณะผู้แทนเข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ หัวหน้าคณะผู้แทนควรเป็นผู้มีตำแหน่งสูงสุด ขณะที่ตนทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าคณะผู้แทน โดยที่ผ่านมา กสทช. เพิ่งเข้ามาดำเนินการในส่วนนี้ได้ประมาณ 4 ปี
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถเข้าร่วมประชุมได้ แต่หากไม่ได้รับหนังสือมอบอำนาจจากรัฐบาล ก็จะไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อแข่งขันชิงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร ITU ได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยพลาดโอกาสในการเข้าไปมีบทบาทกำหนดทิศทางขององค์กร
“ผมไปประชุมมันไปได้ แต่สิทธิในการออกไปเลือกมันไม่มี เพราะว่าเราไม่ได้รับ Authority จากรัฐบาลไป ซึ่งอันนี้เขาก็ทวงถามผมอยู่ว่า ได้ Authority มาหรือยัง” นายไตรรัตน์กล่าว
นายไตรรัตน์ กล่าวต่อว่า หากประเทศไทยไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในระดับบริหารได้ ก็อาจกระทบต่อการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและดิจิทัล รวมถึงการประสานงานเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อย่างในกรณีที่เกี่ยวกับดาวเทียม หากประเทศไทยมีบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ ก็จะสามารถประสานขอให้พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่นได้ อาทิ กรณีที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการจัดประมูล แต่ยังไม่มีผู้เข้าร่วม ก็สามารถประสานให้ชะลอการตัดสินใจบางอย่างไว้ก่อนได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีสถานะและบทบาทในองค์กรมีความสำคัญต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ แต่ถ้าเราเป็น Nobody ในกลุ่มนั้น พูดอะไรไปก็คงไม่มีความขลัง
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ในการดำเนินงานครั้งก่อน ประเทศไทยได้รับอันดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศออสตราเลเซีย ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงสำหรับประเทศไทย โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะผลักดันให้ประเทศขึ้นไปอยู่ใน 3 อันดับแรก แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งการเข้าไปมีบทบาทใน ITU ไม่ได้มีความสำคัญเพียงเรื่องตำแหน่ง แต่ยังเป็นการสร้างสิทธิประโยชน์ทางอ้อมให้แก่ประเทศไทย ทั้งด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถนำกลับมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานของ กสทช. ได้ด้วย

