หน้าแรก เศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตพลังง...

ฝ่าวิกฤตพลังงาน สร้างโอกาสเศรษฐกิจไทย ปลดล็อกกติกาเก่า รับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 

23.10.26 | 16:14 น.

ความผันผวนของราคาพลังงานโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่กติกาการค้าและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงเผชิญความท้าทายทั้งด้านต้นทุนพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คำถามสำคัญคือ ไทยจะเปลี่ยนความเสี่ยงเหล่านี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร และต้องปลดล็อกอุปสรรคใดบ้างเพื่อให้พลังงานสะอาดเป็นทั้งหลักประกันความมั่นคงและเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 


ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของ การประชุมโต๊ะกลมสุดยอดผู้นำ (Roundtable Summit) ภายใต้หัวข้อ “สร้างไทยให้แกร่ง ฝ่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และพลังงาน” จัดขึ้นโดย บริษัท เวรียนส์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส (Vriens & Partners) ร่วมกับ กระทรวงพลังงาน โดยมี “พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ” โฆษกกระทรวงพลังงานเข้าร่วม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การค้า และพลังงาน กว่า 40 คน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อหาแนวทางรับมือความเสี่ยงและปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พร้อมวางแนวทางเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญตั้งแต่การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การยกระดับอุตสาหกรรมไทย ไปจนถึงการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan 2026: PDP 2026) ให้รองรับการเติบโตและเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 

ลดความเปราะบางพลังงาน สร้างภูมิคุ้มกันจากวิกฤตโลก 

Advertisement

จากการเสวนาช่วงที่ 1 “การรับมือวิกฤตพลังงานและความผันผวน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น (RESILIENCE) ของประเทศไทย” ชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานตอกย้ำความเปราะบางของไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าวในสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปผันผวน ต้นทุนจึงส่งผ่านมายังภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระติดลบสะสมมากกว่า 100,000 ล้านบาท  

มาตรการการรับมือจึงต้องทำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่ทบทวนสูตรราคาน้ำมันเพื่อลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน วางหลักเกณฑ์ใช้กองทุนให้โปร่งใส ไปจนถึงกระจายแหล่งนำเข้าและส่งเสริมเชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง E20 และ B20 ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรในประเทศให้คุ้มค่า ทั้งพลังงานชีวภาพจากปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์จาก Solar Rooftop เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย 

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือศักยภาพของชีวมวลจากภาคเกษตร โดยข้อมูลในการเสวนาระบุว่า ประเทศไทยมีใบอ้อยเหลือทิ้งมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี แต่มีการนำมาใช้ประโยชน์เพียงประมาณ 2.8 ล้านตัน ส่วนที่เหลืออีกราว 7 ล้านตันยังถูกเผาทิ้ง หากสามารถพัฒนาระบบรวบรวมและนำชีวมวลมาใช้ผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยลดปัญหาการเผาในภาคเกษตรและเพิ่มทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า รวมถึงข้อเสนอในการใช้โครงข่ายร่วมกันระหว่างโรงไฟฟ้าชีวมวลกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้จ่ายไฟได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น 

นอกจากการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่แล้ว การปรับกติกาตลาดไฟฟ้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากระบบรับซื้อไฟฟ้าแบบ Enhanced Single Buyer ที่ใช้มานานกว่า 15 ปี อาจเป็นข้อจำกัดต่อความคล่องตัวของตลาดไฟฟ้า ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop โดยเฉพาะครัวเรือน ร้านค้า และโรงงาน ยังมีข้อจำกัดในการขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ ทั้งที่โครงข่ายบางส่วนอาจรองรับการไหลย้อนของไฟฟ้าได้มากกว่าการใช้งานในปัจจุบัน 

ดังนั้น ข้อเสนอสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิต แต่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเปิดทางให้พลังงานสะอาด ประชาชน และภาคธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมในระบบพลังงานได้มากขึ้น เพื่อให้ไทยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและรับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้อย่างยืดหยุ่นและยั่งยืน 

เปลี่ยนกติกาการค้าเป็นโอกาส ยกระดับอุตสาหกรรมไทย 

จากประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน การเสวนาช่วงที่ 2 “ติดปีกไทย ในห้วงสงครามเศรษฐกิจและการค้า” จึงขยับมาพิจารณาความท้าทายจากสงครามเศรษฐกิจและกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่ไทยจะเปลี่ยนแรงกดดันเหล่านี้ให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและยกระดับผู้ประกอบการไทย 

โดยในการเสวนาสะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายด้านพลังงานกำลังเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออก เพราะผู้ประกอบการไทยไม่ได้แข่งขันกันด้วยราคาและคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ยังต้องตอบโจทย์ด้านคาร์บอนและความยั่งยืนตามกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) รวมถึงข้อกำหนดด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และการตรวจสอบย้อนกลับ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ บรรจุภัณฑ์ สิ่งทอ และยานยนต์ ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมข้อมูลการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ชัดเจนและตรวจสอบได้ 

ขณะเดียวกัน ไทยมีโอกาสดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ Data Center และเศรษฐกิจชีวภาพ โดยมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนและกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นเครื่องมือสนับสนุน แต่ความสำเร็จไม่ควรวัดจากมูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว หากธุรกิจไทยยังไม่สามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ได้ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศก็อาจมีจำกัด 

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การยกระดับผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของนิติบุคคลไทย แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และความรู้ในการปรับตัว ขณะที่การจัดทำข้อมูล Carbon Footprint ต่อผลิตภัณฑ์อาจมีต้นทุนประมาณ 50,000 – 100,000 บาทต่อรายการ การสนับสนุนด้านเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเข้าถึงข้อมูลจึงจำเป็นต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขัน 

นอกจากนี้ การเข้าถึงพลังงานสะอาดยังเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของธุรกิจที่ต้องตอบโจทย์ลูกค้าต่างประเทศ ระบบซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวและกลไกตรวจสอบแหล่งที่มายังต้องได้รับการพัฒนา ขณะที่ข้อจำกัดด้านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างเอกชนและการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าอาจทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกไม่เพียงพอ 

การเชื่อมโยงนโยบายการลงทุน การค้า และพลังงานให้สอดคล้องกันจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งแต่การจัดทำระบบข้อมูลกลาง การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ไปจนถึงการทบทวนโครงสร้างราคาไฟฟ้าที่อาจเป็นอุปสรรคต่อพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการต่อยอดทรัพยากรเกษตรสู่เศรษฐกิจชีวภาพและเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสีเขียวสร้างโอกาสทางธุรกิจและกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง 

PDP 2026 วางรากฐานระบบไฟฟ้าไทย สู่อนาคตพลังงานสะอาด 

เมื่อความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างเชื่อมโยงกับต้นทุนและการเข้าถึงไฟฟ้า การเสวนาช่วงที่ 3 “แผน PDP 2026 กับทิศทางความมั่นคงทางพลังงานและอนาคตระบบไฟฟ้าของไทย” จึงมุ่งไปที่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan 2026) หรือ PDP 2026 เพื่อกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง พลังงานสะอาด และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต 

แผน PDP 2026 เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าของไทยในระยะยาว โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบ สัดส่วนพลังงานสะอาด การลดก๊าซเรือนกระจก และค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้ พร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center เทคโนโลยี AI รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ แผนดังกล่าวยังต้องวางกรอบการพัฒนาต่อเนื่องไปจนถึงปี 2050 เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero  

การวางแผนจึงต้องอาศัยการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าที่แม่นยำในระดับพื้นที่ เพื่อให้การลงทุนโรงไฟฟ้า ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการจริง ลดความเสี่ยงจากการลงทุนเกินจำเป็น พร้อมปรับโรงไฟฟ้าเดิมให้ยืดหยุ่น สามารถเพิ่มหรือลดกำลังผลิตได้รวดเร็ว เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น 

ในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การพยากรณ์กำลังผลิตจากโซลาร์ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และมาตรการบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า จะช่วยให้ระบบรองรับพลังงานสะอาดได้มากขึ้น ควบคู่กับการปรับอัตราค่าไฟฟ้าเพื่อจูงใจให้ผู้ใช้เลื่อนการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจากช่วงค่ำไปยังช่วงกลางวันที่มีพลังงานแสงอาทิตย์มาก ซึ่งช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดและใช้โครงข่ายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังผลิตหรือเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ต้องพิจารณาต้นทุนอย่างรอบด้าน ทั้งผลต่อค่าไฟฟ้า ความมั่นคงของระบบ และความสามารถในการรองรับพลังงานสะอาด โดยต้องเปิดเผยสมมติฐานและเปรียบเทียบทางเลือกอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องทบทวนกติกาที่จำกัดการเชื่อมต่อและซื้อขายไฟฟ้าสะอาด เพื่อให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมได้มากขึ้น 

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ PDP 2026 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนแผนให้เป็นระบบพลังงานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริง ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ควบคู่กับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมและการค้า เพื่อเปลี่ยนวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นแรงผลักดันในการสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ ลดความเปราะบางจากการนำเข้า และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต