กรมโรงงานฯ ถกกมธ.การอุตสาหกรรม กางแผนแก้ไขวิกฤตลักลอบทิ้งกากอุตฯอันตราย ลุยแอปReal-time เริ่ม 1 ม.ค. 70
น.ส.อารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ กรมโรงงาน เข้าร่วมประชุม คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม ณ อาคารรัฐสภา โดยมี น.ส.นวพร สงวนหมู่ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม นายจิรวัฒน์ บุปผาพรหม ผู้อำนวยการกองกฎหมาย นายปริญญา มณีวงศ์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
การประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดตั้งงบประมาณและการจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อจัดการกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ลักลอบทิ้ง ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เยียวยา โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมชี้แจงภาพรวมแผนการดำเนินการกำจัดบำบัดกากอุตสาหกรรมที่ลักลอบทิ้ง จำนวน 11 พื้นที่ ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชบุรี พระนครศรีอยุธยา ระยอง ฉะเชิงเทรา ลพบุรี และนครราชสีมา ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถเข้าไปบำบัดกำจัดกากตกค้างในแต่ละพื้นที่ได้ทันที เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมายให้ครบถ้วนก่อน ภาครัฐจึงจะสามารถขออนุมัติงบประมาณ (เช่น งบกลาง งบประจำปี) เพื่อเข้าไปดำเนินการแทนได้ และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จแล้ว จึงฟ้องร้องเรียกคืนค่าเสียหายให้แก่ภาครัฐ ต่อไป
สำหรับ ผลการดำเนินงาน ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566-2568) กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการจัดการกากของเสียอันตราย เช่น กากตะกอนน้ำมัน กรด-ด่าง น้ำปนเปื้อนน้ำมัน กากสี ภาชนะปนเปื้อน ตะกรันอะลูมิเนียม และน้ำเสียปนเปื้อน แล้วเสร็จ 2 พื้นที่ ได้แก่ โกดังภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่นายวิโรจน์ แก้วคำ จังหวัดฉะเชิงเทรา อีกทั้งดำเนินการแล้วบางส่วน 3 พื้นที่ ได้แก่ บริษัท แวกซ์ กาเบจ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จังหวัดราชบุรี บริษัท เอกอุทัย จำกัด (สาขาสามบัณฑิต) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จังหวัดระยอง
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่าง ยกระดับกฎหมายโรงงาน และผลักดัน พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม ฉบับใหม่ โดยในส่วนของ พ.ร.บ. โรงงาน ได้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การต่อใบอนุญาตโรงงาน กลุ่มเสี่ยงสูงเป็นทุก 3 ปี (โรงงานทั่วไปต่ออายุทุก 10 ปี) พร้อมเพิ่มมาตรการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตหากกระทำผิดซ้ำซาก (สั่งหยุดประกอบกิจการ 3 ครั้งเข้าสู่กระบวนการเพิกถอน) จัดทำระบบ Blacklist และเพิ่มโทษจำคุกและโทษปรับในความผิดสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้น
ส่วนการจัดทำร่าง พ.ร.บ. การจัดการกากอุตสาหกรรม ได้ขยายขอบเขตครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์และซากรถยนต์ โดยใช้หลักการสากล “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ” (Polluter Pays Principle – PPP) กำหนดความรับผิดชอบครอบคลุมตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง ถึงผู้กำจัด โดยเพิ่มโทษปรับสูงสุด 20 ล้านบาท เพิ่มมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สินร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) รวมถึงส่งเสริมแนวคิด Zero Waste to Landfill ตลอดจน Urban Mining และ Circular Economy
นอกจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้นำ ระบบดิจิทัล มาใช้อย่างเข้มงวด ทั้งการขออนุญาตผ่านระบบการอนุญาตนำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกโรงงาน (กอ.1) จนถึงการติดตามปลายทางผ่านระบบแสดงการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (กอ.2) พร้อมตั้งเป้าบังคับใช้ Mobile App ติดตามพิกัดขนส่งแบบ Real-time เพื่อป้องกันการแอบนำกากไปทิ้งระหว่างทาง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

