หน้าแรก เศรษฐกิจ คลังเล็ง ลดภา...

คลังเล็ง ลดภาษี E20-B20 ตรึงส่วนต่าง 6 บาท หนุนเกษตรกร-เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมัน   

24.10.26 | 06:00 น.

คลังเล็ง ลดภาษี E20-B20 ตรึงส่วนต่าง 6 บาท หนุนเกษตรกร-เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมัน 

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพลังงานได้เสนอปรับลดอัตราภาษีสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่ม E20 และ B20 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังมีแนวทางจะพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้แก่พลังงานทดแทนที่ประเทศและเกษตรกรไทยได้รับประโยชน์โดยตรง


โดยการลดภาษีกลุ่ม E20 และ B20 มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานที่มีส่วนผสมจากพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง หรือน้ำมันปาล์ม ซึ่งการเพิ่มปริมาณการใช้เอทานอลจะช่วยสร้างอุปสงค์ ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าว โดยได้มีการหารือร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการวางระบบการรับซื้อผลผลิตล่วงหน้าเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างราคาและการลดภาษีดังกล่าว กรมสรรพสามิตกำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน โดยจะยังคงรักษาส่วนต่างราคา (Spread) ไว้ที่ประมาณ 6 บาท เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมัน E20 และ B20 ปรับตัวสูงขึ้นตามสภาวะตลาด ซึ่งถือเป็นการช่วยบรรเทาภาระของผู้บริโภคและอุ้มราคาพลังงานทดแทนเอาไว้ ขณะเดียวกันส่วนต่างจากการลดภาษีจะถูกนำไปช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันยังคงมีภาระติดลบอยู่กว่าแสนล้านบาท

นายเอกนิติ เปิดเผยถึงฐานะการคลังของไทยว่า ฐานะการคลังของไทยล่าสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หลังสิ้นสุดปีงบประมาณ 2569 พบว่าตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.4% ของ GDP จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.4% ของ GDP ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ

Advertisement

“จากตัวเลขดังกล่าวที่ออกมาดีเกินคาด ทำให้เป้าหมายการลดการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในระดับ 3% ของ GDP มีแนวโน้มจะบรรลุผลสำเร็จได้เร็วกว่ากรอบเวลาเดิมที่เคยกำหนดไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางที่คาดว่าจะอยู่ในปี พ.ศ. 2572” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมนำตัวเลขฐานะการคลังล่าสุดไปปรับปรุงและทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางรอบใหม่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ตามวงรอบการทำงานปกติ โดยตัวเลขฐานะการคลังที่เข้มแข็งดังกล่าวยังส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลของไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยพบว่าอัตราดอกเบี้ยหรือต้นทุนการกู้เงินระยะยาว 10 ปีของรัฐบาลไทยอยู่ที่ประมาณ 3.3% – 3.4% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกาที่อยู่ระดับ 5.2% หรือฝรั่งเศสที่สูงเกือบ 5% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อวินัยการเงินการคลังของไทย

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับระดับหนี้สาธารณะที่อาจทะลุกรอบในอนาคตตามการประเมินของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์นั้น สถานการณ์หนี้สาธารณะปัจจุบันมีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้แผนบริหารจัดการการคลังของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก