ทองคำไทยร่วงหนักเผชิญแรงขายกองทุนทองคำโลก กูรูจับทิศทางเสี่ยงกลับไปขาลง
น.ส.ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมราคาทองคำไทย เป็นการทยอยปรับฐานลงมา หลังจากทองคำสปอตปิดตลาดที่ระดับ 4,139 เหรียญสหรัฐ เป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกัน 3 วัน และทำจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 1 สัปดาห์ หลังจากกองทุน SPDR ขายทองคำ 11.97 ตัน แม้สภาทองคำโลกรายงานว่า ETF ทองคำของอินเดียเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีเงินไหลเข้าสูงสุดในรอบ 7 เดือน ประมาณ 466 ล้านเหรียญสหรัฐ และช่วงครึ่งแรกของเดือนตุลาคม มีเม็ดเงินไหลเข้าอีก 181 เหรียญสหรัฐ แต่หากคิดเป็นจำนวนตันก็ยังถือว่าน้อยกว่าปริมาณของกองทุน SPDR อยู่ดี ทำให้แรงส่งของทองคำปรับตัวลดลง
น.ส.ศิริลักษณ์กล่าวว่า ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงทรงตัวสูง ราคาเคลื่อนไหวประมาณ 110 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หลังจากมีรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำที่พยายามผ่านช่องแคบโดนทุ่นระเบิดที่วางไว้ทำให้เรือระเบิด สะท้อนความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงปัญหาเรื่องซัพพลายของน้ำมัน ซึ่งกลุ่มฮูตีในเยเมนก็ยอมรับว่าเป็นฝีมือของตัวเองในการโจมตีน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย แต่มีปริมาณน้ำมันจากรัสเซียก็คงเข้ามาช่วยหนุนได้ส่วนหนึ่ง ทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอน ส่งผลต่อราคาทองคำในภาพรวมเริ่มเสียโครงสร้างขาขึ้น หลังเผชิญแรงเทขายมากเกินไป (Oversold) โดยหากราคาทองคำในตลาดโลกหลุดแนวรับที่ระดับ 3,940 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อาจสะท้อนแนวโน้มชัดเจนว่าราคาทองคำจะเป็นขาลงต่อเนื่องได้
น.ส.ศิริลักษณ์กล่าวว่า แนวโน้มทองคำโลกเริ่มมีแรงเทขายออกมาเพิ่มเติม แต่ประเมินว่าระยะสั้นน่าจะมีแรงซื้อกลับเข้าไปได้บ้าง โดยแนวต้านให้ไว้ที่ระดับ 4,145-4,150 เหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนยังผ่านขึ้นไปได้ยาก หากทะลุผ่านขึ้นไปได้จะมีแนวต้านถัดไปที่ 4,170 เหรียญสหรัฐ โดยราคาทองคำไทยในเดือนตุลาคมนี้ ปรับตัวลดลงแล้ว 2,450 บาทต่อบาททองคำ ทำให้ผลต่างทั้งปีติดลบที่ 850 บาท เทียบกับช่วงที่ผ่านมา ซึ่งราคาทองคำเคยปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ที่ระดับ 81,950 บาทบาทต่อบาททองคำ ก่อนทยอยปรับลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 6 หมื่นบาทต้นๆ ในปัจจุบัน



