หน้าแรก เศรษฐกิจ TIA เตือนวิกฤ...

TIA เตือนวิกฤตน้ำมันยืดเยื้อ ไทยนำเข้าพลังงาน 80-90% กองทุนฯ ติดลบจ่อแตะ 2 แสนล้าน

25.10.26 | 19:46 น.

TIA เตือนวิกฤตน้ำมันยืดเยื้อ ไทยนำเข้าพลังงาน 80-90% กองทุนฯ ติดลบแสนล้านจ่อแตะ 2 แสนล้าน แนะลดภาษีสรรพสามิตต้องรอบคอบ

 

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ว่า ไทยนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศถึงร้อยละ 80-90 แต่ยังใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการพยุงราคา ทั้งที่ปัจจุบันกองทุนฯ ติดลบแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และหากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ภาระอาจเพิ่มขึ้นถึง 200,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าวิกฤตเรื่องราคาน้ำมันอาจจะยังไม่จบในระยะสั้น เพราะสงครามตะวันออกกลางส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายต้องใช้เวลาฟื้นฟู ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ควรประมาท เนื่องจากผลกระทบอาจจะลามจากค่าขนส่งไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพของประชาชน


นายมงคล กล่าวว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบแค่คนรายได้น้อยที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แต่ยังลามไปถึงคนชั้นกลางที่มีรายได้ราว 60,000 บาท เพราะเมื่อต้นทุนการผลิตและขนส่งสูงขึ้น ราคาสินค้าก็มีแนวโน้มแพงขึ้น ขณะที่ประชาชนกลับมีกำลังซื้อลดลง ทำให้เศรษฐกิจเสี่ยงเผชิญทั้งภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืดพร้อมกัน ซึ่งการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับตลาดโลก ยิ่งราคาสูงและยืดเยื้อ รัฐก็ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้น การนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันก็เหมือน “เอาเงินไปเผา” อีกทั้งการใช้เครดิตจากบริษัทน้ำมันหรือโรงกลั่นยังทำให้รัฐบาลมีภาระต้องชำระเงินคืนในอนาคต

นายมงคล กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เตรียมหารือแนวทางลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกนั้น มองว่าการลดภาษีเป็นมาตรการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของราคาขายปลีก ส่วนที่เหลือเป็นภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของรัฐ หากรัฐบาลจะลดภาษีต้องประเมินให้ชัดเจนว่าจะกระทบรายได้ของประเทศมากน้อยเพียงใด เนื่องจากภาษีสรรพสามิตเป็นแหล่งรายได้สำคัญ มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี พร้อมยกตัวอย่างเวียดนามที่ปรับลดภาษีสรรพสามิตทันทีเมื่อเกิดวิกฤต แต่เห็นว่าการลดภาษีเพียงด้านเดียวโดยไม่มีแผนรองรับ อาจทำให้รัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับรายจ่ายที่จำเป็น โดยตั้งคำถามว่าหากรายได้ภาษีลดลง รัฐจะนำเงินจากส่วนใดมาชดเชย

นายมงคล กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลยังมีเวลาวางแผนและประเมินผลกระทบให้ครบทุกด้าน ก่อนตัดสินใจใช้มาตรการลดภาษีเพื่อบรรเทาภาระประชาชน โดยต้องพิจารณาทั้งผลต่อราคาน้ำมัน รายได้ภาครัฐ และความสามารถในการจัดสรรงบประมาณในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน วิกฤตราคาน้ำมันที่เกิดจากความผันผวนของตลาดโลกยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปรับตัวและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจและประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลกซ้ำ ๆ การแก้ปัญหาควรมองประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เน้นเพียงการควบคุมราคาน้ำมันในระยะสั้น

Advertisement