“วรวงศ์” แนะ เศรษฐกิจจะขยายตัว ไทยต้องลดการขาดดุลการค้า ห่วง 9 เดือนแรก ติดลบ 1.4 ล้านล้านบาท ฉุดเศรษฐกิจไทยรั้งท้ายภูมิภาค
นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดุลการค้าของไทย หลังตัวเลขเดือนกันยายน 2569 ไทยขาดดุลการค้าอีก 5,856 ล้านเหรียญสหรัฐ ว่า นับเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.–ก.ย.) ไทยขาดดุลการค้าสะสมราว 43,693 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท หากท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยขยายเกิน 2.1% ต้องลดการขาดดุลการค้าให้ได้
นายวรวงศ์กล่าวว่า ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ไทยไม่ได้เกินดุลการค้าเลยแม้แต่เดือนเดียว โดยเดือนเมษายนขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 10,021.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข
นายวรวงศ์ระบุว่า แม้สถานการณ์ขาดดุลจะลากยาวมาครบ 12 เดือนแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออก และการบริหารผลกระทบจากเงื่อนไขการค้ากับสหรัฐ ปล่อยให้ตัวเลขขาดดุลสะสมพอกพูนขึ้นทุกเดือน
ทั้งนี้ การส่งออก 9 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 304,588.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะเดือนกันยายนส่งออกได้ราว 38,438.9 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่การนำเข้ากลับเร่งตัวเร็วกว่ามาก โดย 9 เดือนแรกการนำเข้ามีมูลค่าราว 348,281.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสะสมกว่า 43,693 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายวรวงศ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ตนเคยแสดงเห็นแย้งคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กล่าวไว้ว่า “เอ็กซ์ปอร์ตโต แต่โตแบบไม่มีประสิทธิภาพ“ ตนมีความเชื่อมั่นว่าปีนี้จะเป็น “ปีทองของการส่งออกไทย“ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริง โดย 9 เดือนแรกการส่งออกทะลุ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลจากการวางรากฐานด้านการเปิดตลาดและการเจรจาการค้าในสมัยที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ความสำเร็จของภาคส่งออกกลับถูกกลบด้วยการนำเข้าที่พุ่งสูงกว่ามาก จนไทยไม่ได้รับประโยชน์จากปีทองนี้อย่างเต็มที่
“การส่งออกทำได้ดีตามที่คาดไว้ แต่ตัวเลขส่งออกที่สูงไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรง เราขาดดุลติดต่อกันมาครบหนึ่งปีเต็ม แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เงินไหลออกไปกับการนำเข้ามากกว่าที่หามาได้ทุกเดือน แน่นอนว่าจะส่งผลต่อปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างแน่นอน” นายวรวงศ์กล่าว
นายวรวงศ์ยังย้ำประเด็นที่เคยตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลต้องประเมินผลของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะหากเงื่อนไขการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐทำให้การนำเข้าโตเร็วกว่าการส่งออก
พร้อมกันนี้ นายวรวงศ์เสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าใน 2 เรื่องสำคัญ คือ เร่งเจรจาอัตราภาษีกับสหรัฐให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อไทย เพื่อลดความไม่แน่นอนของผู้ส่งออก และเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–อียู) เพื่อเปิดตลาดใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
“อียูเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เพียงเดือนกรกฎาคมการส่งออกไปอียูก็ขยายตัวกว่า 31% หากเราปิดดีล FTA ได้เร็ว จะช่วยให้ส่งออกเติบโตอย่างยั่งยืนและลดปัญหาการขาดดุลการค้าระยะยาว” นายวรวงศ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายวรวงศ์แสดงความกังวลต่อ ความตกลงการค้าเสรี ไทย–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (FTA ไทย–ยูเออี) ซึ่งรัฐบาลเพิ่งประกาศสรุปผลการเจรจาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ว่าการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นอาจสร้างปัญหาให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศ และอาจสร้างปัญหาขาดดุลการค้าให้หนักขึ้น หากการเปิดตลาดเอื้อให้สินค้านำเข้ากลุ่มปิโตรเคมีจากยูเออีเข้าไทยเพิ่มขึ้น
นายวรวงศ์ระบุว่า ยอดขาดดุลการค้า 9 เดือนคิดเป็นสัดส่วนราว 7–8% ของ GDP ทั้งปี ขณะที่ปีก่อนในช่วง 7 เดือนแรกไทยยังเกินดุลการค้า การส่งออกสุทธิที่ทรุดลงเช่นนี้เป็นแรงฉุดรั้งที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดย IMF คาดว่า GDP ไทยปี 2569 จะโตเพียง 1.5% ต่ำสุดในภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียโตกว่า 3.5% และเวียดนามคาดโตถึง 7.1% หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหา เศรษฐกิจไทยจะยิ่งถูกทิ้งห่างจากประเทศอื่นในภูมิภาค


