สนค.เผยส่งออกก.ย.โตต่อ 24% เล็งขยับเป้าแตะ 19.6% ผงะนำเข้าพุ่ง50% สูงสุดรอบ 63 เดือนพณ.เหตุจากเอไอเฟื่องฟู จับตายอดรถยนต์โตแรง
วันที่ 26 ตุลาคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 38,438.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 24% ถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 หากหักสินค้าเกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัว 28.2% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 44,295.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 50.4% นับเป็นการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 5,856.6 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 9 เดือนแรกส่งออกไทยมีมูลค่าสะสม 304,588.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 19.6% นำเข้าสะสม 348,282.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 37.8% ไทยจึงขาดดุลการค้า 43,693.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ เดือนกันยายน ไทยยังขาดดุลกับจีน มูลค่า 6,462.6 ล้านเหรียญสหรัฐลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งเกิน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และสะสม 9 เดือน 47,241 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ 7,181 ล้านเหรียญสหรัฐ สะสม 9 เดือน 52,485 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับแนวโน้มการส่งออก 3 เดือนที่เหลือของปี 2569 เทียบต่อเดือนกับปีก่อน ยังจะขยายตัวและมีโอกาสผลักดันการส่งออกทั้งปี 2569 ขยายตัวได้ถึง 19.6 % จากคาดการณ์ไว้ 15-16 % ซึ่งหากตัวเลขอยู่ที่ 15% 3 เดือนสุดท้าย( 86,678 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือเฉลี่ยประมาณ 2.88 หมื่นล้านเหรียญ/เดือน หาก 16% ( 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) หรือเฉลี่ยประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน หากขยายตัว 19% เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทั้งปี 2569 จะมีมูลค่ากว่า 4.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ(ประมาณ 13 ล้านล้านบาท)ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากเดิมหากโต 16 % จะมีประมาณ 3.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไตรมาสสุดท้ายได้รับแรงหนุนของการลงทุนเอไอ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมถึงกระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ เร่งรัดใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา เอเชียใต้ ส่วนปัจจัยกดดันการส่งออก ยังเป็นประเด็นสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันผันผวนทิศทางสูงขึ้น รวมถึงหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย เงินลงทุนจะไหลออก บาทอ่อนลงแม้ดีต่อส่งออกแต่กระทบต่อต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น และกระทบต่อเงินเฟ้อสหรัฐและทั่วโลก จะไม่เป็นผลดีในระยะกลาง

อย่างไรก็ตาม การนำเข้ายังมีทิศทางขยายตัวสูงได้ต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงของการลงทุนเทคโนโลยีและเอไอ ซึ่งในเดือนกันยายน นำเข้าสูงจากสินค้าเชื้อเพลิงขยายตัว 45.7% สินค้าทุน 92.3 % สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป 41.2% สินค้าอุปโภคบริโภค 9.9 % ที่น่าจับตาคือนำเข้ารถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขยายตัวสูงถึง 129.4 % อาจเกี่ยวข้องกับไทยเตรียมเก็บภาษีนำเข้าในกลุ่มอีวี และการขยับเคลื่อนการใช้รถอีวีในไทย
ในส่วนเหตุชุมนุมในฝรั่งเศสและหลายประเทศในยุโรปนั้น หากการประท้วงลุกลามถึงการหยุดงาน จนกระทบต่อขนส่งล่าช้า ก็จะกระทบต่อการนำเข้าสินค้าในระยะสั้น หากชุมนุมยืดเยื้อและยาวนานข้ามปี ในระยะกลางย่อมส่งผลต่อรายได้คนในประเทศ กระทบท่องเที่ยวในฝรั่งเศส จะมีผลต่อนำเข้าสินค้าและส่งออกจากไทยได้ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามและเตรียมพร้อมรับมือหากมีเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อส่งออกของไทย ซึ่งถึงขณะนี้ยังส่งออกได้ปกติ
“แนวโน้มปี 2570 เบื้องต้นประเมินขยายตัว 2.4 % แรงหนุนจากการเร่งตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ไอเอ็มเอฟประเมินขยายตัวไว้ 3.4% การค้าโลกขยายตัว 4.1 % โดยลงทุนด้านเอไอยังต่อเนื่อง แม้อาจไม่แรงเท่า 2 ปีที่ผ่านมา” นายนันทพงษ์ กล่าว

ในเดือนกันยายน หากคิดเป็นมูลค่ารูปเงินบาท การส่งออก มีมูลค่า 1,254,965 ล้านบาท ขยายตัว 25.3% การนำเข้า มีมูลค่า 1,464,367 ล้านบาท ขยายตัว 52% ดุลการค้า ขาดดุล 209,402 ล้านบาท ภาพรวมการส่งออก 9 เดือนแรก การส่งออก มีมูลค่า 9,761,839 ล้านบาท ขยายตัว 16% การนำเข้า มีมูลค่า 11,306,015 ล้านบาท ขยายตัว 33.7 % ดุลการค้า ขาดดุล 1,544,177 ล้านบาท เมื่อดูรายกลุ่มสินค้า ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 2.5% ขยายตัว 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร ขยายตัว 8.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 2.7 % หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ยางพารา อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร เป็นต้น สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เนื้อปลาสด และกาแฟ ในส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 25.4 % โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า
เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ทั้งนี้ ตลาดสำคัญยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง คือ อิเล็กทรอนิกส์ ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังเร่งตัวต่อเนื่อง โดยตลาดหลัก สหรัฐฯ ขยายตัว 50.1% จีน 18.4% ญี่ปุ่น 19 %สหภาพยุโรป (27) 35% อาเซียน (5) 27% และ CLMV 16.6% ออสเตรเลีย 37.7% ลาตินอเมริกา 29.3 ทวีปแอฟริกา 5.2% และสหราชอาณาจักร 14.6% ขณะที่หดตัว อย่าง รัสเซียและกลุ่ม CIS 12.4% เอเชียใต้ 2.7% และตะวันออกกลาง 8.7% และ (3) ตลาดอื่น ๆ หดตัว 61.7%
สนค. ระบุว่า แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากพลังงาน เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี หลายหน่วยงานปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกทั้งในปีนี้และปีหน้าจากแรงหนุนของการลงทุน AI และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันที่ขยายตัวจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง และการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ผ่านทูตพาณิชย์ทั่วโลก เร่งรัดการเจรจา FTA ให้สำเร็จลุล่วง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่อย่างแอฟริกา และเอเชียใต้ พร้อมกับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการส่งออกเพิ่มขึ้นด้วย


