ยึด 3.5 หมื่นล้าน เครือข่ายมหากาพย์ เบน สมิธ-ยิม เลียก ใช้กองทุนนอก ฟอกเงินช้อนซื้อหุ้นใหญ่ตลท.

27.10.26 | 14:17 น.

ACSC สนธิกำลังทลายเครือข่ายมหากาพย์ ‘เบน สมิธ – ยิม เลียก’ ซุกแบงก์-กองทุนนอก ฟอกเงินช้อนซื้อหุ้นใหญ่ ตลท. ยึด-อายัดทรัพย์พุ่ง 3.5 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ชั้น 10 อาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอตอ.ตร./ACSC)  ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรอง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ  ร่วมกับ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. นายชวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. พล.ต.ทณัฐศักดิ์เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ, แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาฟ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
พล.ต.อ.อิทธิพล กล่าว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากการขยายผลเครือข่ายของ นายเบน สมิธ หรือ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Mr. Benjamin Mauerberger) อายุ 48 ปี และ นายยิม เลียก (Mr. Yim Leak) อายุ 40 ปี สัญชาติกัมพูชา เจ้าหน้าที่พบเส้นทางการเงินอันซับซ้อน โดยนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดส่งผ่านธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น ก่อนย้อนกลับเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบ “เงินลงทุนจากต่างประเทศ” เพื่อเข้าถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

เบน สมิธ-ยิม เลียก แบ่งหน้าเล่น

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า เบน สมิธ หรือ นายเบนจามิน มีประวัติโชกโชนในต่างประเทศ เคยโทรศัพท์เสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนรายย่อยในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์สั่งห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 7 ปี และในปี 2559 ได้หลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยจนถูกศาลอาญาออกหมายจับและองค์การตำรวจสากล (Interpol) ออกหมายแดง นอกจากนี้ ยังร่วมกับ นายยิม เลียก จัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา ซึ่งต่อมากลายเป็นท่อส่งเงินสำคัญของเครือข่าย
จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ได้แก่ 1. นายเบน สมิธ หรือ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ อายุ 48 ปี — ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ 2. นายยิม เลียก อายุ 40 ปี — ทำหน้าที่ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน  3. นางสาวแคทรียา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี — ทำหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน  4. นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี — ทำหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน  5. นายยูจีน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี — ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน  6. นายไคปิง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี — ทำหน้าที่ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร  7. นายณัฐกร (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี — ทำหน้าที่ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร
โดยผู้ต้องหาลำดับที่ 1 – 6 อยู่ระหว่างการหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ส่วนผู้ต้องหาลำดับที่ 7 นายณัฐกร ได้ถูกดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ นายณัฐกร สารภาพบางส่วนว่าเข้าไปบริหาร แต่ยังต้องตรวจสอบข้อมูลที่ยึดมาก่อน
กรณีจับกุมนายณัฐกร

โอนฟอกเงินข้ามประเทศหลายหมื่นล้าน

ซึ่งพบว่าขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งขั้นตอนและรูปแบบการกระทำความผิดดังนี้  1. ช่วงที่ 1 (ปี 2556-2564): ใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่ภรรยาของ นายเบน สมิธ ถือหุ้นและเป็นกรรมการ ร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากมีรายได้น้อยแต่ขาดทุนเกือบทุกปี ขณะที่ภรรยาไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีตั้งแต่ปี 2558 และเริ่มพบเงินฉ้อโกงออนไลน์ไหลเข้าบัญชีก่อนจะถ่ายเทต่อไปยังบัญชีบุคคลในครอบครัวและนิติบุคคล  2. ช่วงที่ 2 (ปี 2565-2566): เปลี่ยนวิธีใช้บัญชีจากประเทศกัมพูชาโอนเงินตรงเข้าบัญชีเครือข่ายในประเทศไทย แล้วส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในไม่กี่วัน  3. ช่วงที่ 3 (ปี 2567-2568): ใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินเข้าบัญชีกองทุน CAI สิงคโปร์ กว่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งทำทีให้ดูเหมือนเป็นธุรกรรมปกติระหว่างธนาคารกับกองทุน
ซึ่งปลายทางของเส้นเงินทั้งหมดคือ หุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานสิงคโปร์ (MAS) พบว่า ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือเครือข่ายของ นายเบน สมิธ และ นายยิม เลียก นั่นเอง

ยึดทรัพย์รวม 3.5 หมื่นล้าน

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางการเงินได้หลายรายการ อาทิ สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายหุ้น, เอกสารเกี่ยวกับกองทุน 6 แฟ้ม, อุปกรณ์เก็บคริปโตเคอร์เรนซี Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน (Authenticator) รวม 3 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง, แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน
ขณะเดียวกัน ในส่วนของทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายไว้ชั่วคราว มูลค่ารวมกว่า 14,808 ล้านบาท นอกจากนี้ยังยึดอายัดเรือยอชต์, รถยนต์, เงินฝาก และที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยปัจจุบันสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายต่อไป

อำพรางการถือหุ้น VGI เลี่ยงทำคำเสนอซื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลเส้นทางการเงินข้ามประเทศ วิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนหลายชั้น และระบุตัวผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังผู้ถือหุ้นตามทะเบียน พิสูจน์ได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวกระทำการร่วมกัน
โดย ก.ล.ต. ได้ส่งความเห็นในส่วนของการพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ) ไปยัง บก.ปอศ. โดยมีสาระสำคัญดังนี้
(1) กรณีการร่วมกันเข้าครอบงำกิจการ ผู้ลงทุน 3 รายที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (private placement) ของ VGI มีแหล่งเงินทุนร่วมกันและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ลงทุนที่จองซื้อหุ้นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำการร่วมกัน (acting in concert) ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 7/2552*
  (2) กรณีการรายงานไม่ถูกต้องและเป็นเท็จและการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในชั้นนี้ พิจารณาได้ว่า เมื่อนับรวมหุ้นทั้งหมดที่กลุ่มผู้ลงทุนทั้ง 3 รายแล้ว เข้าข่ายถือหุ้นเกินร้อยละ 25 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ VGI อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในฐานะผู้กระทำการร่วมกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (tender offer) และรายงานข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ พฤติการณ์นี้เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 298 รวมทั้งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ด้วย
 บก.ปอศ. ได้แจ้งข้อหา ได้แก่ การรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 246 ไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ และการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามมาตรา 247 รวมทั้งมาตรา 281/10 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน บก.ปอศ.  นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบบทบาทของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย