สนค.เตือนแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่ ไม่ใช่เรื่องของสงครามราคาอีกต่อไป
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การกลับมาของกระแสเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ยุคใหม่ มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับ ความทรงจำ คุณค่า และประสบการณ์ มากกว่าการครอบครองวัตถุเพียงอย่างเดียว ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีส่งผลให้สินค้าถูกลอกเลียนแบบได้ในเวลาอันสั้น อีกทั้งอาจทำลายภาพลักษณ์ของธุรกิจให้เกิดความเสียหาย ขณะที่การแข่งขันด้วยราคาเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมในระยะยาว การแข่งขันกันด้วย ประสบการณ์ จึงเข้ามาทดแทน
นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ที่เหนื่อยล้าจากหน้าจอมือถือและต้องการลดความเครียดจากการทำงานนำไปสู่การเข้าร่วมประสบการณ์ใหม่ๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดในการใช้ชีวิตให้เกิดคุณค่าและภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ด้วยปัจจุบัน เครื่องมือสมัยใหม่ AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลบุคคลได้อย่างแม่นยำทำให้สามารถออกแบบประสบการณ์แบบคาดไม่ถึงได้อย่างน่าพอใจและง่ายขึ้น รวมถึงโซเชียลมีเดียทำให้ทุกประสบการณ์ที่แปลกใหม่ถ่ายทอดออกเป็นกระแสบอกต่อ สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ดังนั้นธุรกิจที่ทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดีและสร้างความหมายให้แก่ชีวิต เป็นมูลค่าเพิ่มที่ผู้บริโภคเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อให้ได้รับความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น และมีโอกาสกลับมาใช้บริการใหม่ อีกทั้งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งยากจะเลียนแบบ
แนวทางที่ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและสร้างโอกาสทางธุรกิจ อาทิ การสร้างสัมผัสและอารมณ์ร่วม (Emotional Engagement) การดึงเสน่ห์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อัตลักษณ์ไทย มาผสานในสินค้าหรือบริการ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ร่วมกับการชิมอาหารเป็นยาและการบำบัดด้วยธรรมชาติ การสร้างประสบการณ์เฉพาะส่วนบุคคล การนำเทคโนโลยีและข้อมูล มาวิเคราะห์เพื่อส่งมอบสินค้าหรือบริการที่ออกแบบให้ตรงความต้องการเฉพาะบุคคล เช่น อาหารหรือเครื่องดื่มที่ปรับสูตรตามโภชนาการเฉพาะบุคคล หรือแพคเกจการท่องเที่ยวแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น ร้านอาหารที่ทำรูปแบบ Chef’s Table ประสบการณ์ที่มีความหมายและยั่งยืน ผู้บริโภคยุคใหม่มีความตระหนักในเรื่องผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น การที่ธุรกิจมีเรื่องราวเกี่ยวกับความยั่งยืน เช่น สินค้าแฟชั่นจากวัสดุรีไซเคิล หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สามารถตรวจสอบที่มาได้ จะช่วยสร้างประสบการณ์และความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น เทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ต นิทรรศการศิลปะแบบสมจริงที่ผู้ชมได้ก้าวเข้าไปอยู่ในผลงาน งานวิ่งและกิจกรรมกีฬาที่ผูกกับการท่องเที่ยว อีเวนต์กีฬาระดับนานาชาติ ตลอดจนการตามรอยสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ไทยที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ
โดยข้อมูลจากรายงาน State of Consumer ของสถาบันที่ปรึกษาชั้นนำ McKinsey & Company จัดให้การบริโภคเชิงประสบการณ์เป็น 1 ใน 4 เมกะเทรนด์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายโดย Mastercard ระบุว่า ผู้บริโภคในตลาดโลกกว่า 50% วางแผนเพิ่มการใช้จ่ายในกิจกรรมเชิงประสบการณ์ และกว่า 80% มองว่าการใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งประสบการณ์ที่มีคุณค่านั้นคุ้มค่าที่สุด ท่ามกลางขนาดตลาด Experience Economy ทั่วโลกที่มีมูลค่ารวมแตะระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4.0% ในระหว่างปี 2026–2035
ประเทศไทยมีต้นทุนที่ได้เปรียบในเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์อย่างมาก ทั้งอาหาร วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความหลากหลายของสินค้าชุมชน และการบริการด้วยใจแบบไทย ซึ่งสอดรับกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ยุคใหม่ กระทรวงพาณิชย์พร้อมมุ่งผลักดันผ่าน 5 แนวทาง ดังนี้
1. ต่อยอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของสินค้าไทย ส่งเสริมการขึ้นทะเบียนและใช้ประโยชน์จากสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และทรัพย์สินทางปัญญา
2. ยกระดับผู้ประกอบการสู่การเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์” พัฒนาองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และวิสาหกิจชุมชน ให้ออกแบบเส้นทางประสบการณ์ลูกค้า และเล่าเรื่องแบรนด์ ด้วยการใช้การใช้เครื่องมือดิจิทัล
3.เปิดตลาดโลกด้วยประสบการณ์แบบไทย ในงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ให้ผู้ซื้อได้สัมผัสอาหารและบริการของไทย ขยายเครือข่ายร้าน Thai SELECT และใช้เครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ผลักดันธุรกิจบริการไทยที่มีศักยภาพ เช่น สปาและเวลเนส ร้านอาหาร และคอนเทนต์สร้างสรรค์ ให้ขยายสู่ตลาดโลก
4.เชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว และชุมชน พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับสินค้าชุมชน สินค้า GI และตลาดท้องถิ่น เพื่อให้รายได้จากเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์กระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง
5. ใช้ข้อมูลเชิงลึกและสิทธิประโยชน์ทางการค้าเป็นแต้มต่อ ติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึก (Consumer Insight) ให้ผู้ประกอบการใช้วางแผนธุรกิจ พร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการ เพื่อลดอุปสรรคให้ธุรกิจบริการไทยขยายสู่ต่างประเทศ
การสร้างประสบการณ์ทำได้ในทุกขนาดของธุรกิจ เริ่มจากการมองธุรกิจผ่านสายตาของลูกค้า การเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้า” ไปสู่ “ผู้สร้างประสบการณ์และความทรงจำ” คือทางรอดที่ยั่งยืนของภาคการส่งออกไทย กระทรวงพาณิชย์พร้อมเป็นพลังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย ให้เป็นที่จดจำและเติบโตก้าวทันเวทีการค้ายุคใหม่อย่างยั่งยืน

