หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ดึง บ...

เอกนิติ ดึง บสย.ช่วยค้ำประกันผู้รับเหมา ปิดช่องทิ้งงานโซลาร์ภาคประชาชน ปชป.จี้เปิดโอกาสรายย่อยร่วม

30.10.26 | 06:01 น.

เอกนิติ ดึง บสย.ช่วยค้ำประกันผู้รับเหมา ปิดช่องทิ้งงานโซลาร์ภาคประชาชน ปชป.จี้เปิดโอกาสรายย่อยร่วม หวั่นซื้อขายโควตากินหัวคิว

 

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิริติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างเป็นประธานเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50 ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน (Green Finance) ยกระดับจากสิ่งที่เคยมองว่าเป็นเพียงทางเลือก ให้กลายเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบันยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสัดส่วนสูงถึงประมาณ 60% เมื่อราคานำเข้าพลังงานสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกนอกประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงเดินหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การใช้พลังงานสะอาด รัฐจะเข้าช่วยสนับสนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาทต่อครัวเรือน นำร่องเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนเกินนั้น ได้ผนึกความร่วมมือกับ 3 สถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อส่วนเกินด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียงประมาณ 2.5% สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ มาตรการนี้มุ่งหวังเปลี่ยนสถานะผู้บริโภคให้กลายเป็นผู้ผลิตพลังงาน (Prosumer) นอกจากช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนแล้ว หากมีพลังงานเหลือยังสามารถขายไฟฟ้ากลับเข้าระบบเพื่อสร้างรายได้เสริม (Passive Income) ได้อีกทางหนึ่ง


นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่และป้องกันปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือนำอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐานมาติดตั้งให้กับประชาชน รัฐบาลได้สั่งการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาร่วมจัดทำกลไก Bank Guarantee และค้ำประกันผลงาน คิดอัตราค่าธรรมเนียมในระดับต่ำมากคือไม่เกิน 1% ต่อปี หรือคิดเป็นเงินเพียง 500 บาทต่อปี สำหรับวงเงินค้ำประกัน 50,000 บาท พร้อมกันนี้ยังได้จัดเตรียมสินเชื่อพิเศษ เพื่ออุ้มผู้ประกอบการรายย่อยและสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้สามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ ยืนยันว่าการดำเนินนโยบายทั้งหมดของรัฐบาลตั้งอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงดังกล่าวสะท้อนได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะ 10 ปี ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 2.5% อยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับกว่า 5% ปัจจัยนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลาดการเงินยังคงมีความเชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนว่า เราอยากให้รัฐบาลทวนเงื่อนไขถึงการเข้าถึงของผู้ประกอบการรายย่อย มีหน้าที่ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาของประชาชนทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวเป็นความคาดหวังของผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย เงื่อนไขที่ประกาศก็ประกาศแบบมีเงื่อนงำ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงโครงการนี้ได้ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงมีข้อสังเกต 4 ประการ เพื่อนำไปสู่การที่รัฐบาลทบทวนเงื่อนไข ประการแรก รัฐบาลต้องมีส่วนช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและยิ่งโครงการนี้เป็นเงินกู้ เป็นภาระของประชาชน ดังนั้นผู้มีส่วนได้เสียควรจะเป็นผู้ประกอบการทุกรายในอุตสาหกรรมนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นอาจเกิดการเก็บค่าหัวคิว ผู้ประกอบการรายย่อยจะต้องไปรับต่อจากผู้ได้รับงานนี้ ประการที่สองปัญหาการวางเงินมัดจำ เงื่อนไขมีวงเงินมากถึง 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน เป็นรายจ่ายสูงเกินไปสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ประการที่สามการกำหนดระยะเวลาการวางงานไว้นานถึง 7ปี ยาวนานกว่าปกติ ประการที่สี่เป้าหมายรัฐบาลกำหนด 1 ล้านครัวเรือน เป็นเป้าหมายยากและเป็นไปได้ยาก อาจนำไปสู่การนำงบประมาณไปใช้โครงการอื่น

ด้าน นายพรชัย มาระเนตร์ ทีมนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โครงการนี้ระบุว่าทำเพื่อประชาชน แต่เงื่อนไขกำหนดเป็นเงื่อนไขไม่เคยมีมาก่อน เงื่อนไขเหล่านี้นำไปสู่ต้นทุนผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มอีก 20,000 บาทต่อหลัง จนทำให้ไม่สามารถเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีมาติดให้ประชาชนได้ อย่างไรก็ตามผู้อยากติดโซลาร์รูฟท็อป นอกจากอยากประหยัดก็ต้องการความปลอดภัย เพราะเงิน 2 หมื่นบาทต้นทุนผู้ประกอบการไปกระทบอุปกรณ์ติดตั้ง นอกจากนี้ยังมีความย้อนแย้งเมื่อครม.อนุมัติเงิน 970 กว่าล้านบาท เพื่อให้กระทรวงพลังงานพัฒนาแรงงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 32,000 ตำแหน่ง แต่ด้วยเงื่อนไขกระทรวงฯและการไฟฟ้าออกมากีดกันรายย่อย ถามว่าจะพัฒนาแรงงานทำไม ในเมื่อท้องถิ่นมีเป็นหมื่น จนทำให้รายย่อยไม่ได้งานเลย ถ้าเป็นแบบนี้ประชาชนอยู่ห่างไกลอยากติดตั้ง ต้องรอใช้บริการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) แทน แบบนี้คือเป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย

Advertisement

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจและพลังงานของพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า สิ่งน่ากังวลที่สุดคือการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนใหญ่ เนื่องจากข้อมูลระบุว่ามีเพียง 3 ภาคส่วนเข้าติดตั้งได้ คือ กฟน. กฟภ. และผู้ประกอบการในทะเบียน (Vendor List) กำหนดเกณฑ์สูง เช่น ต้องมีประสบการณ์ 4 ปี ส่งงบการเงินครบถ้วน มีจำนวนวิศวกรตามเกณฑ์ ทำให้มีแต่บริษัทขนาดใหญ่ อีกทั้งการที่กฟน.และกฟภ.ลงมารับงานติดตั้งเอง ถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตขายไฟมาเป็นผู้ติดตั้ง จึงอยากให้ทบทวนบทบาทและปรับเกณฑ์ให้รายย่อยเข้าถึงได้โดยตรง คู่มือโครงการกำหนดให้ต้องขนานไฟแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย. 2570 หมายความว่าต้องติดตั้งให้เสร็จภายในกรกฎาคม 2570 แต่ปัจจุบันมีผู้ติดตั้งผ่านการอนุมัติเพียง 1,000 กว่าราย จะเป็นไปได้อย่างไรจะติดตั้งให้ครบ 1,000,000 หลังภายใน 10 เดือน เฉลี่ยแล้วต้องติดตั้งไม่ต่ำกว่า 2,800 หลังต่อวัน หากไม่นำไปสู่การซื้อขายโควตาและระบบกินหัวคิว