ทอท. แจงดราม่า จนท.ตรวจค้น เถียงผดส. ขออภัยหากพูดไม่ดี พร้อมนำข้อร้องเรียนไปปรับปรุง ย้ำความปลอดภัยควบคู่บริการ
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยถึงกรณีบิวตี้บล็อกเกอร์เพจดัง เผยแพร่คลิปโต้เถียงกับพนักงานจุดตรวจค้นภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมอง 2 สองมุม ไม่ได้มีฝ่ายใดถูกหรือผิด เนื่องจากพนักงานตรวจค้นมีหน้าที่รักษาความปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับการบริการผู้โดยสาร โดย ทอท. พยายามพัฒนาทักษะด้านการบริการ (Hospitality) ให้พนักงานสื่อสารและพูดคุยกับผู้โดยสารด้วยถ้อยคำสุภาพ แต่ในหลักการรักษาความปลอดภัยก็จำเป็นต้องทำให้ผู้โดยสารปฏิบัติตามคำสั่ง ขณะที่ผู้โดยสารเองก็ต้องการได้รับบริการที่ดีเช่นกัน
อ่านข่าว
- AOT AVSEC แจงดราม่าทิ้งขวดน้ำ อ้างผู้โดยสารต่อว่าถึงครอบครัวพนักงาน ยันให้บริการสุภาพตามมาตรการ
- สุวรรณภูมิ สั่งพักงานจนท.ตรวจค้น เถียงผู้โดยสารปมขวดน้ำ พฤติกรรมไม่เหมาะสม ลงโทษเด็ดขาดถ้าผิดจริง
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า สำหรับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของพนักงานตรวจค้นสัมภาระ หากพนักงานแสดงสีหน้าหรือพูดจาไม่เหมาะสมกับผู้โดยสาร ทอท. ต้องขออภัยผู้โดยสารทุกท่าน พร้อมจะนำข้อร้องเรียนไปปรับปรุงและกำชับพนักงานให้ความสำคัญกับการบริการมากขึ้น
“ถ้าพนักงานของเราแสดงสีหน้าหรือพูดไม่ดีใส่ผู้โดยสาร เราต้องขออภัยผู้โดยสารทุกท่านจริงๆ เราจะกลับไปพัฒนาและย้ำกับพนักงานให้มากขึ้น” น.ส.ปวีณา กล่าว
นอกจากนี้ ทอท. ยังพยายามหาเครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานของพนักงาน เพื่อลดแรงกดดันจากการปฏิบัติหน้าที่และสร้างความเข้าใจระหว่างพนักงานกับผู้โดยสาร เช่น การติดตั้งกล้องเพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะบริเวณจุดตรวจที่มีผู้โดยสารและการจราจรหนาแน่นในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อช่วยลดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างกัน โดยย้ำว่าการรักษาความปลอดภัยและการให้บริการที่ดีต้องดำเนินควบคู่กันไป
น.ส.ปวีณา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการบินและระบบรักษาความปลอดภัยมีการพัฒนาไปมาก แต่การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ตรวจค้นต้องใช้เงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องทยอยดำเนินการ โดยการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยตรวจจับจะช่วยลดภาระของพนักงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้
“เทคโนโลยีด้านการบินพัฒนาไปมาก ด้านความปลอดภัยก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี ก็จะเกิดความเครียดกับคนทำงาน เพราะบางอย่างเครื่องตรวจจับแบบเดิมอาจตรวจไม่พบ แต่เทคโนโลยีใหม่สามารถตรวจสอบได้ละเอียดขึ้น เพียงแต่การลงทุนต้องค่อยๆ เปลี่ยน ไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว”น.ส.ปวีณา กล่าว
น.ส.ปวีณา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การนำมาตรการตรวจค้นมาใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทของสังคมไทยด้วย โดยเฉพาะขั้นตอนการตรวจค้นร่างกายที่อาจต้องสัมผัสบริเวณแขน ขา หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งผู้โดยสารบางส่วนอาจไม่คุ้นเคยหรือรู้สึกไม่สบายใจ ขณะที่พนักงานเองก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากการปฏิบัติงานและการถูกตำหนิจากผู้โดยสาร


