หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสเอ็มอีหนุน...

เอสเอ็มอีหนุน 3 รื้อโครงสร้างพลังงานไทย หวังลดต้นทุน เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

31.10.26 | 09:09 น.

เอสเอ็มอีหนุน 3 รื้อโครงสร้างพลังงานไทย หวังลดต้นทุน เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ระบุ จากกรณีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการประเด็น “ต้นทุนทิพย์” ที่สมมตินำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาจากประเทศสิงคโปร์ที่ใส่ต้นทุนแฝง อาทิ ค่าขนส่ง โลจิสติกส์ ค่าประกันภัย ค่าความเสี่ยงสูญเสียระหว่างการขนส่ง เป็นต้น ซึ่งไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเกินจริง เป็นการอ้างอิงราคาที่ไม่เป็นธรรม บิดเบือนจากต้นทุนความเป็นจริง ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างของภาระค่าครองชีพประชาชน, ต้นทุนขนส่ง โลจิสติกส์, ต้นทุนของผู้ประกอบการ เกษตร เอสเอ็มอีที่แบกหลังแอ่นรวมถึงวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ

การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศสิงคโปร์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาราว 22 ปี สร้างความเสียหายต่อขีดความสามาถในการแข่งขันและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล การทบทวนครั้งนี้จะเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์พลังงานไทยที่มีความสำคัญต่อการสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสมทั้งของผู้นำเข้า ผู้ผลิตและประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการทั้งประเทศ


โดยปัจจัยของข้อมูลพลังงานที่สำคัญจากกระทรวงพลังงานใน ปี 2568 พบว่า

1. โครงสร้างพลังงานน้ำมัน มีการใช้น้ำมัน 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน การผลิต 757 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันและการนำเข้า 1,459 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งสถานการณ์การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นทั้งน้ำมันเครื่องบิน, น้ำมันเตา, LPG และเบนซิน

2. โครงสร้างพลังงานไฟฟ้า มีการผลิตไฟฟ้า 227,424 GWh โดยพึ่้งพาก๊าซธรรมชาติสัดส่วนร้อยละ 54, นำเข้าร้อยละ 17, ถ่านหิน/ลิกไนต์ร้อยละ 15, พลังงานทอแทนร้อยละ 10, พลังน้ำร้อยละ 3 ที่เหลือเป็นพลังงานน้ำมัน ขณะที่กำลังการผลิตตามสัญญา 54,336 MW มาจาก IPP ร้อยละ 33, EGAT ร้อยละ 30, SPP ร้อยละ 17, นำเข้าร้อยละ 12 และ VSPP ร้อยละ 8 ซึ่งสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมสูงสุดร้อยละ 42, ภาคครัวเรือนร้อยละ 28, ภาคธุรกิจร้อยละ 25 และอื่นๆร้อยละ 5 ขณะที่มาตรการการส่งเสริมพลังงานสะอาดต้องออกแบบให้ตรงกลุ่มเป้าหมายในการลดการใช้พลังงานฟอสซิลในแต่ละกลุ่มที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, อาหาร, พลาสติก, เหล็กและโลหะพื้นฐาน, ภาคธุรกิจ อาทิ โรงแรม, อพาร์ทเมนต์, ขายปลีก, ขนส่ง, และห้างสรรพสินค้า ส่วนภาคครัวเรือนควรเร่งส่งเสริมพลังานสะอาดชุมชนเพื่อเปลี่ยนผ่าน

Advertisement

3. โครงสร้างพลังงานก๊าซธรรมชาติและ LNG มีสัดส่วนการนำเข้าร้อยละ 36 โดยนำเข้า LNG ร้อยละ 74.5 และนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาร้อยละ 25.5 โดยผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศร้อยละ 64 ซึ่งมีสัดส่วนการใช้รายสาขา คือ การผลิตไฟฟ้าร้อยละ 61, โรงแยกก๊าซร้อยละ 20, อุตสาหกรรมร้อยละ 17 และ NGV ร้อยละ 2 ตามลำดับ

โจทย์ใหญ่ คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่มีต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิตและประกอบธุรกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆที่เกี่ยวข้อง และจากการประเมินต้นทุนของเอสเอ็มอีพบว่ามาจากต้นทุนราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบ, สินค้าสำเร็จรูป, ค่าขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีในภาพรวมเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันกับภาคการเกษตรที่เกษตรกรแบกรับภาระต้นทุนทั้งพลังงานไฟฟ้าแลละน้ำมันที่มีความจำเป็นต่อการเพาะปลูก ประมงและปศุสัตว์

สิ่งสำคัญ คือ “Quick Big Change and Chance” ที่จะเป็นโอกาสแห่งเปลี่ยนพลิกฟื้นประเทศด้วยพลังงาน มุ่งเป้า 3 รื้อ

1. รื้อโครงสร้างต้นทุนพลังงานประเทศ จำเป็นต้องมีการวางโครงสร้างราคาใหม่ที่ไม่เฉพาะน้ำมัน แต่ควรรวมถึงพลังงานประเภทอื่นๆด้วย อาทิ โครงสร้างราคาน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับค่าการกลั่น, ค่าการตลาด, ระบบภาษีน้ำมันและการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันรวมทั้งรุปแบบของเงินอุดหนุนต่างๆ, โครงสร้างต้นทุน LNG, ก๊าซธรรมชาติ, การซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศและโครงสร้างต้นทุนไฟฟ้าทั้งระบบของประเทศ เป็นต้น เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ไทยยั่งยืน” ที่กระจายทรัพยากร ผลประโยชน์ของชาติเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนของส่วนรวมไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กลัดกระดุมเม็ดแรก “คำนวณต้นทุนที่โปร่งใสเป็นธรรม” จะสร้างศรัทธาของประชาชนทั้งต่อรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆที่เกี่ยวข้อง ลดต้นทุนให้กับระบบเศรษฐกิไทยและช่วยการส่งเสริมการลงทุน การแข่งขันด้านต้นทุนพลังงานดึงดูด FDI เพิ่มมากขึ้นควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทนที่เหมาะสมในพื้นที่อุตสาหกรรมให้แข่งขันได้อย่างมีศักยภาพ

2. รื้อโครงสร้างการกำกับพลังงาน โดยสร้างการมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมของภาคประชาสังคมในการปกป้องเสรีภาพของผู้ใช้พลังงาน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับ “นโยบายพลังงานประเทศ” ที่ต้องถ่วงดุลอำนาจและเปิดเผยสาธารณะอย่างโปร่งใสภายใต้การกำกับดูแล ตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยงพร้อมมีกลยุทธ์ที่สร้างโอกาสการแข่งขันให้กับ “เศรษฐกิจพลังงานสะอาดไทย” เปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนภาพรวมทั้งประเทศ

3. รื้อโครงสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจพลังงานสู่เศษฐกิจใหม่ เปลี่ยน “กระจุก” เป็น “กระจาย” กับการส่งเสริมพลังงานโซล่าร์ พลังงานลม พลังงานขยะ พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor; SMR) ทั้งระบบนิเวศเศรษฐกิจ โดยวางโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมด้านเทคโนโลยีวัสดุ ชิ้นส่วน วัตถุดิบ เครื่องจักร การผลิต ติดตั้งและบริการ การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด พลังงานทดแทนเพื่อให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ครบวงจรภายในประเทศ การ่วมลงทุนในลักษณะภาครัฐร่วมเอกชนไทยและประชาชนรวมถึง FDI เข้ามาร่วมด้วยเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว และก่อเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ จะเป็นการสร้างยุทธศาสตร์กำลังคนทักษะสูงด้านพลังงานแห่งอนาคตรองรับการเปลี่ยนแปลง

การสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ต้องชื่นชมและขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและรัฐบาลรวมทั้งภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการ “หยุดความเสียหายอนาคตประเทศ” ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง “คืนความเป็นธรรมให้ประชาชน” ซึ่งประชาชนและเอสเอ็มอีคาดหวังว่า “งานนี้ของจริง” ไม่ใช่ “อีเว้นต์” หรือมาแบบครั้งคราวแต่ต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจังต่อเนื่อง และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีงามของการปรับเปลี่ยน “ดุลยภาพพลังงานไทย” ให้เติบโตยั่งยืนไปด้วยกัน เศรษฐกิจได้รับการอัดฉีดเสริมแต้มต่อให้ “ต้นทุนพลังงานที่ลดลง” เสริมเขี้ยวเล็บให้ประชาชนไทย ผู้ประกอบการไทย “ลืมตาอ้าปาก” ได้บ้าง เพราะสถานการณ์สงครามภูมิเศรษฐศาสตร์และพลังงานนับวันทวีความเสี่ยงและรุนแรงเพิ่มขึ้น ความท้าทายของประเทศไทย คือ ปรับ เปลี่ยน ไปต่ออย่างไร ? ให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวขึ้นมาเป็นผู้นำอาเซียนและกระจายรายได้เพิ่มขึ้น “หยุดรั้งท้ายอาเซียนสู่การเติบโตไปด้วยกัน”