ซูเปอร์โพลเผย 85.1% เคยถูกมิจฉาชีพออนไลน์คุกคาม 18.9% สูญเงิน จี้ระบบช่วยเหลือ-เยียวยาชัดเจน
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์กับความเชื่อมั่นต่อบริการทางการเงิน” ศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,248 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 30–31 ตุลาคม 2569 โดยเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน ทั้งการตอบแบบสอบถามออนไลน์และการสัมภาษณ์ ครอบคลุมบริการธนาคารออนไลน์และแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล
ผลสำรวจพบว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 85.1 เคยประสบเหตุถูกคุกคามจากมิจฉาชีพออนไลน์ เช่น ข้อความล่อลวงผ่าน SMS ไลน์ และโทรศัพท์ ขณะที่ร้อยละ 18.9 เคยสูญเสียเงินหรือทรัพย์สินจากการถูกหลอกลวง
ด้านความกังวล พบว่าร้อยละ 85.2 กังวลต่อข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินรั่วไหล ร้อยละ 73.8 กังวลว่าจะไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุ และร้อยละ 69.7 กังวลต่อการถูกเข้าถึงบัญชีหรือทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับสิ่งที่ต้องการจากผู้ให้บริการ ร้อยละ 95.3 ต้องการกระบวนการตรวจสอบความเสียหายและพิจารณาเยียวยาที่ชัดเจน เป็นธรรม และติดตามความคืบหน้าได้ ร้อยละ 91.9 ต้องการช่องทางช่วยเหลือฉุกเฉินที่ติดต่อได้ตลอดเวลา และร้อยละ 90.3 ต้องการให้แจ้งเตือนอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ พร้อมอธิบายว่าข้อมูลหรือทรัพย์สินใดอาจได้รับผลกระทบ และผู้ใช้บริการต้องดำเนินการอย่างไร
นอกจากนี้ ร้อยละ 87.4 ต้องการระบบตรวจจับและยับยั้งธุรกรรมผิดปกติ และร้อยละ 83.4 ต้องการให้มีการประเมินความปลอดภัยโดยผู้ตรวจสอบอิสระ พร้อมเปิดเผยผลในระดับที่ประชาชนเข้าใจได้ โดยไม่กระทบความมั่นคงของระบบ
ส่วนปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการ ร้อยละ 86.1 ให้ความสำคัญกับความสามารถในการป้องกันและระงับเหตุ ร้อยละ 82.4 ให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และร้อยละ 80.9 ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
ซูเปอร์โพลเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแล ธนาคาร และผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล นำผลสำรวจไปพัฒนาการคุ้มครองประชาชนให้ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ระงับเหตุ แจ้งเตือน ไปจนถึงฟื้นฟูและเยียวยา โดยกำหนดผู้รับผิดชอบและระยะเวลาดำเนินการที่ประชาชนติดตามได้
ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ตรวจสอบช่องทางติดต่อก่อนให้ข้อมูล ไม่เปิดเผยรหัสผ่านและรหัสยืนยัน เปิดใช้การยืนยันตัวตนที่เหมาะสม และรู้ช่องทางแจ้งเหตุของผู้ให้บริการ รวมถึงพัฒนาระบบที่ช่วยลดความผิดพลาดของผู้ใช้
“ความปลอดภัยทางไซเบอร์ต้องวัดได้ทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดความเสียหาย ประชาชนควรรู้ว่าใครกำลังปกป้องเงินและข้อมูลของตน และเมื่อเกิดปัญหาจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร” ผศ.ดร.นพดลกล่าว
ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพลยังยกกรณี Binance ถูกโจมตีกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมต่อระบบออนไลน์ หรือ Hot Wallet เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ตามเวลา UTC เป็นบทเรียนสำหรับธุรกิจไทย โดยระบุว่า ข้อมูลตามประกาศของบริษัทประเมินสินทรัพย์ที่สูญเสียประมาณ 212,316 ล้านบาท อายัดสินทรัพย์ได้ประมาณ 101,103 ล้านบาท และจัดสรรเงินบริษัทมากกว่า 213,664 ล้านบาทเพื่อรองรับความเสียหาย ทั้งนี้ เป็นตัวเลขประมาณการตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 31 ตุลาคม และยังต้องติดตามผลการดำเนินงานต่อไป
ผศ.ดร.นพดลย้ำว่า ยอดสินทรัพย์ที่ถูกขโมย ยอดอายัด และเงินที่เตรียมชดเชยเป็นคนละรายการ ไม่ควรนำมารวมเป็นความเสียหายทั้งหมด อีกทั้งการนำเงินบริษัทมาเติมสินทรัพย์ส่วนที่ขาด ไม่ได้หมายความว่าสามารถติดตามสินทรัพย์ที่คนร้ายขโมยไปกลับคืนมาได้ครบแล้ว
สำหรับการป้องกัน ธุรกิจต้องดูแลทั้งกุญแจเข้ารหัสและระบบที่มีอำนาจสั่งใช้กุญแจ เพราะแม้จัดเก็บกุญแจอย่างแข็งแรง แต่หากผู้โจมตีควบคุมกระบวนการสร้างหรือตรวจคำสั่งได้ ก็อาจทำให้ระบบอนุมัติธุรกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น จึงควรแยกอำนาจ จำกัดสิทธิ์เข้าถึง และเพิ่มช่องทางตรวจสอบรายละเอียดธุรกรรมที่เป็นอิสระ
พร้อมเสนอให้นำกรอบมาตรฐานสากลมาทำงานร่วมกัน ทั้ง NIST สำหรับกำหนดผลลัพธ์และผู้รับผิดชอบ MITRE ATT&CK สำหรับสร้างสถานการณ์ทดสอบภัยคุกคาม และมาตรฐาน ISO สำหรับจัดระบบบริหารความเสี่ยง การรับมือเหตุ และความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยการมีใบรับรองไม่อาจใช้แทนหลักฐานว่าป้องกันเหตุได้ทุกกรณี
ผศ.ดร.นพดลเสนอให้องค์กรเตรียมกลไกสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ กำหนดอำนาจตัดสินใจฉุกเฉิน จัดทำคู่มือและซ้อมตอบสนองเหตุ เตรียมระบบฟื้นฟูที่สะอาดและแยกจากระบบเดิม เตรียมสภาพคล่องและหลักเกณฑ์เยียวยา และสร้างเครือข่ายประสานงานพร้อมเกณฑ์เปิดบริการอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องรอให้การติดตามเงินทั้งหมดสิ้นสุดก่อนเริ่มช่วยเหลือความเสียหายที่ตรวจสอบแล้ว
ส่วนกรณี Binance TH ผศ.ดร.นพดลระบุว่า บริษัทชี้แจงว่าดำเนินงานภายใต้นิติบุคคลและระบบจัดเก็บสินทรัพย์ของตนเอง แยก Cold Wallet จาก Binance อย่างเป็นอิสระ พร้อมยืนยันว่าสินทรัพย์ลูกค้าปลอดภัย และวันที่ 1 พฤศจิกายนประกาศว่าตรวจสอบระบบเสร็จแล้ว เตรียมทยอยเปิดบริการถอนสินทรัพย์ดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม การแยกนิติบุคคลและกระเป๋าสินทรัพย์ไม่ควรตีความว่าระบบทุกส่วนแยกจากกันทั้งหมด ผู้ที่ต้องประเมินความเสี่ยงจึงควรขอหลักฐานเรื่องสิทธิ์เข้าถึง อำนาจอนุมัติธุรกรรม การจัดการกุญแจเข้ารหัส และการพึ่งพาบริการร่วมกัน โดยข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าพบการเจาะระบบหรือสูญเสียสินทรัพย์ของ Binance TH
ท้ายที่สุด ผศ.ดร.นพดลเสนอให้คณะกรรมการบริษัทขอหลักฐาน 3 ชุด ได้แก่ แผนผังการพึ่งพาพันธมิตร ผลทดสอบการหยุดธุรกรรมผิดปกติ และผลซ้อมฟื้นฟูพร้อมเยียวยาลูกค้า จากนั้นกำหนดผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และระยะเวลาแก้ข้อบกพร่องให้ชัดเจน เพื่อให้ความเชี่ยวชาญด้านไซเบอร์นำไปสู่ความเสียหายที่ลดลง บริการที่กลับมาอย่างปลอดภัย และลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น

