ชาวไร่อ้อย โอดต้นทุนตัดอ้อยสดพุ่ง ค่าแรง-น้ำมัน-ค่าปุ๋ยแพง วอนรัฐหนุนรถตัด-ออกมาตรการก่อนเปิดหีบ หวั่นเกษตรกรแบกภาระไม่ไหวจนเลิกปลูก
นายปราโมทย์ จันทรเสนา คณะทำงานควบคุม ประจำโรงงานเกษตรผล กล่าวว่า นโยบายส่งเสริมการตัดอ้อยสดเพิ่มภาระต้นทุนให้ชาวไร่ โดยเฉพาะช่วงน้ำมันแพงและพื้นที่ที่ขาดแรงงานหรือเครื่องจักร หากเป็นอ้อยใหม่ ค่าแรงตัดอยู่ที่ประมาณ 250-300 บาทต่อตัน ส่วนอ้อยตอสั้นบางแปลงสูงถึง 400-500 บาทต่อตัน เพราะคนงานตัดเป็นลำและคิดค่าจ้างตามน้ำหนัก ขณะที่แปลงอ้อยล้มหรืออ้อยตอสั้นยิ่งตัดยากและใช้เวลามากขึ้น
ขณะที่การสนับสนุนเครื่องจักรยังไม่เพียงพอ โดยพื้นที่อุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงยังพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก รถตัดอ้อยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นของชาวไร่เอง ส่วนโรงงานเกษตรสมบูรณ์มีรถตัดเพียง 18 คัน ไม่เพียงพอกับปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 2.2 ล้านตัน จึงเสนอให้โรงงานลงทุนจัดหารถตัดเพิ่มเติม แล้วให้ชาวไร่เช่าใช้และจ่ายค่าบริการตามจริง แทนการผลักภาระให้เกษตรกรลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง

นายปราโมทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตอ้อยในปี 2567-2568 ที่ชาวไร่แจ้งส่วนกลางอยู่ที่กว่า 1,349 บาทต่อตัน แต่ราคาอ้อยที่ผ่านมาอยู่ราว 850-890 บาทต่อตันตามค่าความหวาน ทำให้ชาวไร่แทบไม่เหลือกำไร ฤดูกาลที่ผ่านมาเป็นวิกฤตหนักในรอบกว่า 20 ปีที่ทำอ้อยมา สำหรับเงินช่วยเหลือตัดอ้อยสดที่ภาครัฐพูดถึงตันละ 120 บาท ชาวไร่จำนวนมากยังไม่เข้าใจที่มาของตัวเลข ปัจจุบันส่วนที่ชัดเจนคือ 69 บาทต่อตัน ขณะที่อีก 51 บาทยังมีไม่แน่นอนด้านแหล่งเงิน ซึ่งชาวไร่อ้อยมีข้อกังวลเรื่องเงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายที่มีอยู่เพียงกว่า 2,000 ล้านบาท ส่วนการชดเชยอ้อยสดทั่วประเทศประมาณ 102 ล้านตัน ต้องใช้เงินกว่า 5,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การกำหนดเงินช่วยเหลือต้องคำนึงถึงต้นทุนจริง ซึ่งเปลี่ยนไปตามราคาน้ำมัน ปุ๋ย และสภาพแปลงในแต่ละปี เรื่องนี้อยู่ที่ต้นทุน ต้นทุนของชาวไร่ แต่ละปีต้นทุนก็ไม่เหมือนกัน อย่างเห็นคือค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ซึ่งราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งในส่วนของต้นทุนการผลิตของชาวไร่เคยแจ้งไปยังส่วนกลางเหมือนกัน ปีที่แล้วต้นทุนอยู่ที่ 1,349 บาทต่อตัน ขนาดราคาอ้อย 1,200 บาทยังไม่พอ
“เรียกได้ว่าราคาอ้อยตันละ 1,000 บาทกว่า ไม่ได้กำไรเลย เท่าทุน ก็ต้องรอเงินช่วยเหลือ 120 บาทนั่นแหละ”นายปราโมทย์กล่าว
นายปราโมทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ขอเสนอให้ภาครัฐประกาศหลักเกณฑ์และมาตรการช่วยเหลือให้ชัดเจนก่อนเปิดหีบ เพื่อให้ชาวไร่มีเวลาเตรียมแปลง แรงงาน และเครื่องจักร ไม่ใช่ประกาศภายหลังจนปรับตัวไม่ทัน รวมถึงปรับระบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เข้าถึงได้จริง เพราะเงื่อนไขที่ต้องให้โรงงานค้ำประกันผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ทำให้โรงงานกังวลความเสี่ยงหนี้เสียและไม่กล้าสนับสนุนสินเชื่อแก่ชาวไร่
“ถ้าต้องการให้ชาวไร่ตัดอ้อยสดจริง รัฐต้องช่วยให้ทำได้และอยู่รอดได้ ทั้งเรื่องเครื่องจักร ต้นทุน และมาตรการที่ชัดเจน ไม่ใช่กำหนดนโยบายแล้วปล่อยให้ชาวไร่แบกรับภาระเอง เพราะสุดท้ายเกษตรกรอาจไม่สามารถปลูกอ้อยต่อไปได้ นโยบายก็ควรจะแจ้งก่อนการเปิดหีบ ไม่ใช่ว่าหลังปิดหีบแล้วค่อยออกนโยบาย ชาวไร่เขาเตรียมตัวไม่ทัน” นายปราโมทย์กล่าว

