“ในภาวะวิกฤตการณ์ยางพาราราคาตกต่ำ มีเกษตรกรหลายรายได้โค่นยางพารา และหันมาปลูกหม่อนผลสดหรือมัลเบอร์รี่ทดแทน ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น การปลูกจะเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุราว 8 เดือน ให้ผลผลิตเต็มที่เมื่ออายุ 3 ปี ปัจจุบัน ในพื้นที่ภาคใต้มีพื้นที่ปลูกแล้วราว 100 ไร่ แต่ผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ”
นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยถึงผลการปลูกพืชทดแทนยางพาราของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ ที่วันนี้ส่วนหนึ่งได้หันมาให้ความสนใจกับการปลูกหม่อนผลสดหรือมัลเบอร์รี่
อธิบดีกรมหม่อนไหมย้ำว่า หม่อนผลสดหรือมัลเบอร์รี่ จึงนับเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของภาคใต้ที่น่าสนใจในขณะนี้ เพราะเป็นพืชที่ดูแลง่าย ให้ผลผลิตเร็ว ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลหม่อนกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก เนื่องจากรสชาติดี ผลสุกให้รสหวาน ผลห่ามสีแดงรสหวานอมเปรี้ยว เป็นเภสัชโภชนาภัณฑ์ที่มีคุณค่าสูง ทั้งต้านอนุมูลอิสระ บำรุงโลหิต บำรุงสายตา ลดการเกิดโรคมะเร็งและป้องกันโรคความจำเสื่อม
นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย ทั้งน้ำหม่อน แยม หม่อนกวนหรือหม่อนหยี ชาใบหม่อน และไวน์ ที่สำคัญยังมีราคาถูก เมื่อเทียบกับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ต้องนำเข้าอีกด้วย
ขณะที่ นายคณิต พุทธกุล เกษตรกรบ้านทุ่งหมอ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ตนได้โค่นยางและปลูกหม่อนผลสดทดแทน จำนวน 100 ต้น ในพื้นที่ จำนวน 1 ไร่ ระยะปลูก 4x4 เมตร โดยเริ่มปลูกตั้งแต่ ปี 2557 ได้ผลผลิตหม่อนจำหน่ายแล้วประมาณ 1 ปีกว่าๆ
ทั้งนี้ นายคณิตมีการจัดการแปลงหม่อนที่ดี มีการวางแผนการตัดแต่งและโน้มกิ่งหม่อนให้หม่อนออกผลผลิต 3 ครั้งต่อปี เฉลี่ย 1 ต้น ได้ผลผลิต 5 กิโลกรัมต่อ 1 ครั้ง โดยนำไปจำหน่ายที่ตลาดเกษตรเพื่อสุขภาพหลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ขายปลีกกิโลกรัมละ 300 บาท หรือแบ่งใส่กล่อง กล่องใหญ่ ราคากล่องละ 60 บาท กล่องเล็ก ราคากล่องละ 30 บาท ราคาขายถ้ามาซื้อที่แปลงกิโลกรัมละ 200 บาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 20,000-25,000 บาทต่อเดือน
สำหรับในอนาคตได้มีแผนการดำเนินการปลูกหม่อนผลสดเพิ่มเติมอีก โดยโค่นต้นยางไปแล้ว 2 ไร่ เพื่อเตรียมปลูกหม่อนและปลูกพืชผักเกษตรผสมผสานร่วมกัน และอนาคตจะทำเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่

