ที่โรงแรมดุสิตธานี นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมด้วยนายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายเจน นำชัยสิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมแถลงข่าวการประชุมกกร.ประจำเดือนกรกฎาคม 2560 โดยนายปรีดีกล่าวถึงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ว่า กกร.เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวที่มติที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ชะลอบังคับใช้พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 4 มาตรา ออกไป 180 วัน หรือ 6 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการและลูกจ้างได้ปรับตัว
“การที่รัฐบาลขยายเวลาเพิ่มเป็น 180 วัน ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่ปัจจัยประสิทธิภาพของการจัดการ เช่นว่าแรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนอีกประมาณ 1 ล้านคนนั้น รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรรองรับบ้าง อย่างไรก็ตามการขยายเวลาเพิ่มขึ้นจากเดิม 120 วัน เป็น 180 วัน กกร.ค่อนข้างพอใจ ดังนั้นเมื่อผู้ปะกอบการรู้ระยะเวลาที่ชัดเจนแล้ว ก็ต้องรีบนำลูกจ้างไปขึ้นทะเบียน” นายปรีดีกล่าว
นายปรีดีกล่าวว่า ส่วนการส่งออกปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่คาดและเข้าใกล้เป้าหมาย 5% ตามที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ หลังจากในช่วง 5 เดือนแรกการส่งออกยังขยายตัวได้ดี โดยมองว่าในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าจะรักษาการเติบโตในอัตราที่ต่อเนื่องได้ กกร.จึงปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวการส่งออกในปีนี้ไว้ที่ 3.5-4.5% จากเดิม 2.0-3.5% อย่างไรก็ตามที่ประชุมเห็นว่าการใช้จ่ายในประเทศยังคงเผชิญความท้าทายจากราคาสินค้าเกษตรหลายรายการที่เริ่มลดลง รวมถึงการเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องใช้เวลา กกร.จึงยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 3.5-4.0% ส่วนเงินเฟ้อนั้นกกร.ปรับลดประมาณการมาที่ 0.5-1.5% จากเดิม 1.0-2.0% หลังอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และอาจจะไม่เร่งขึ้นมากนักในช่วงครึ่งปีหลัง จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ขาดปัจจัยสนับสนุน
นายเจนกล่าวว่า ส่วนเรื่องกฎหมายลูกอีก 39 ฉบับยังต้องรอดูรายละเอียด ซึ่งทางภาคเอกชนก็ได้เข้าไปร่วมให้ความเห็นด้วย ทั้งนี้มองว่าในภาพรวมธุรกิจไม่น่าจะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากในขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายผ่อนปรนและมีช่องทางให้ผู้ประกอบการปรับตัว โดยมองว่าหากรัฐบาลมีการอำนวยความสะดวกให้แรงงานที่เข้ามาก็พยายามจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ปัญหาที่จะต้องติดตามต่อคืองานบางประเภทแรงงานไทยไม่ค่อยอยากทำ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็พยายามผ่อนปรนเรื่องอาชีพที่สงวนไว้ให้คนไทยทำ โดยให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำได้ เช่น ก่ออิฐ ฉาบปูน

