ลุยตรวจ 80 รง.ขยะสั่งปิด 1 ให้เร่งปรับปรุง 63 แห่ง ‘วราวุธ’ จี้เยียวยาปชช. ‘ปภ.’จ่ายท่วมหมื่นล. แพร่อ่วมพายุถล่ม 3 อ.
ความคืบหน้าการเยียวยาประชาชนได้ที่รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ จ.อุดรธานี ถึงการเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสารเคมีรั่วไหลจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ว่า กระทรวงอุตฯ เร่งติดตามการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและดินเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสารตกค้าง คาดว่าจะใช้เวลาตรวจประมาณ 1 สัปดาห์ และจะทราบผลในอีก 2-3 วันนี้ ยอมรับว่า มีความกังวลเรื่องสารตกค้าง เนื่องจากเมื่อน้ำลด สารเคมีในลำน้ำและพื้นที่เกษตรอาจมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น
“ได้ขอให้บริษัทรับผิดชอบเยียวยาประชาชนทุกบาททุกสตางค์ โดยประชาชนต้องการให้หน่วยงานราชการเป็นคนกลางเจรจากับผู้ประกอบการ นายกรัฐมนตรีจึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งกระทรวงอุตฯ กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ขอให้นายอำเภอเป็นคนกลางหารือเรื่องค่าเสียหาย พร้อมเร่งสำรวจผลกระทบเพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมประชาชนทุกพื้นที่” นายวราวุธ กล่าว
นายวราวุธ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตฯ นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานฯ และนายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ตรวจสอบ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ว่า ได้เปิดปฏิบัติการตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 โดยเร่งตรวจสอบโรงงานเป้าหมาย 3,049 แห่ง ในวันแรกของปฏิบัติการ ลงพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และ สมุทรปราการ มีการลงตรวจสอบทั้งหมด 80 โรงงาน แบ่งเป็น โรงงานลำดับที่ 105 จำนวน 26 โรงงาน โรงงานลำดับที่ 106 จำนวน 52 โรงงาน และโรงงานลำดับอื่นๆ อีก 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงานอัดเศษโลหะ โรงงานหลอมผลิตภัณฑ์จากพลาสติก และมีเหตุให้เข้าข่ายออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวและปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง 1 โรงงาน และ ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง 63 โรงงาน นอกจากนี้ ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจจากส่วนกลาง ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูล โรงงานที่อยู่ระหว่างเสนอคำสั่งให้ปิดโรงงาน ซึ่งจะมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาต 3 โรงงาน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ จ.ชลบุรี จ.ฉะเชิงเทรา และคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเร็วๆนี้
ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยว่า ปภ. ธนาคารออมสิน และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้บริหารจัดการวงเงินงบประมาณ และโอนเข้าบัญชีผู้ประสบภัยถึงมือประชาชน เพื่อให้ความช่วยเหลือแล้วในหลายพื้นที่และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สำหรับการโอนเงินเยียวยาล่าสุด ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ศรีสะเกษ อุทัยธานี กำแพงเพชร ตาก สุพรรณบุรี นครปฐม และกรุงเทพฯ รวม 9,290 ครัวเรือน เป็นเงิน 59,222,000 บาท ซึ่งข้อมูลปัจจุบัน ปภ. และธนาคารมีการโอนเงินเยียวยาแล้วเสร็จ 1,589,350 ครัวเรือน เป็นเงิน 11,804.446 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 73.31 ของจำนวนวงเงินการให้ความช่วยเหลือที่ ครม.อนุมัติ วงเงิน 16,100.532 ล้านบาท ทั้งนี้ ธนาคารออมสินได้เริ่มทยอยโอนเงินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยที่ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน และผูกบัญชีธนาคารกับเลขประจำตัวประชาชนผ่านระบบพร้อมเพย์ตั้งแต่เวลา 11.00 น.วันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 พฤศจิกายน เกิดพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำอย่างรุนแรงในพื้นที่ จ.แพร่ โดยมีทั้งฝนตกหนัก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และกระแสลมหมุนรุนแรง ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชน ต้นไม้ใหญ่ และเสาไฟฟ้าได้รับความเสียหายหนักเป็นวงกว้าง กระทบพื้นที่ 3 อำเภอ 9 ตำบล 30 หมู่บ้าน รวมบ้านเรือนพังเสียหายกว่า 200 หลังคาเรือน ประกอบด้วย อ.เมืองแพร่ (ต.ร่องฟอง, ต.ทุ่งโฮ้ง, ต.บ้านถิ่น, ต.เหมืองหม้อ, ต.สวนเขื่อน, ต.ป่าแดง และ ต.กาญจนา), อ.วังชิ้น (ต.แม่ป้าก และ ต.นาพูน) และ อ.สอง (ต.บ้านหนุน) สำหรับจุดที่ได้รับความเสียหาย บริเวณ วังปลาโป่งศรี หมู่ 4 ต.บ้านถิ่น อ.เมืองแพร่ พบต้นสักทองขนาดใหญ่หักโค่นลงมาทับสายไฟฟ้าขาดและทำเสาไฟฟ้าหักหลายต้น ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าขัดข้องและดับยาวตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ แรงลมยังพัดถล่มแพบริการนักท่องเที่ยวหลังคาพังเสียหาย หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านหมู่ 4 ต.บ้านถิ่น เร่งตัดฟันกิ่งไม้สักที่หักโค่นขวางถนนเพื่อเปิดเส้นทางสัญจร ขณะที่ ปภ.จ.แพร่ พร้อมผู้นำท้องถิ่น และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ร่องฟอง ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างละเอียด เพื่อเตรียมจ่ายเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประสบภัยโดยเร็ว



