หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.หนุนขึ้นภ...

กกร.หนุนขึ้นภาษีสรรพสามิต รถ EV นำเข้า ปกป้องฐานผลิตในประเทศ-ฝากรัฐจับตานำเข้าสต๊อก

4.11.26 | 14:32 น.

กกร.หนุนขึ้นภาษีสรรพสามิต รถ EV นำเข้า ปกป้องฐานผลิตในประเทศ-ฝากรัฐจับตานำเข้าสต๊อก

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร.สนับสนุนภาครัฐในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ BEV และ REEV นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) ขึ้นเป็น 35% ซึ่งถือเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการสนับสนุนภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ


นายพจน์ กล่าวว่า มาตรการนี้จะมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูและสร้างความเป็นธรรมให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นเสาหลักที่มีมูลค่าและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยสูงถึง 10% ของ GDP พร้อมช่วยรักษาการจ้างงานกว่า 800,000 คน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3,000 ราย โดยมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2570 เติบโตได้ไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี และผลักดันยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศให้กลับขึ้นสู่ระดับ 1.55 ล้านคันต่อปี อีกทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์แห่งอนาคตและชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (E-Parts/CAV) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตั้งฐานผลิตและศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) จากพันธมิตรระดับโลกจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยสู่ฐานการผลิตและส่งออกระดับสากล

นายพจน์กล่าวว่า แม้การปรับขึ้นภาษีจะทำให้ราคารถยนต์นำเข้าสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะช่วยลดช่องว่างทางภาษีระหว่างรถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเสียเปรียบด้านต้นทุนและภาษี โดยขอบคุณรัฐบาลที่ออกมาตรการดังกล่าว แต่เห็นว่าควรดำเนินการเร็วกว่านี้ สำหรับข้อควรระวังนั้น ฝากให้รัฐบาลติดตามการนำเข้ารถยนต์ในช่วง 2 เดือนก่อนมาตรการมีผลวันที่ 1 มกราคม 2570 เนื่องจากอาจมีผู้นำเข้าเร่งนำรถเข้ามาสต๊อกล่วงหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศปีหน้าที่ผ่านมา หากผลิตในประเทศก็จะเสียเปรียบกว่า แต่วันนี้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างของการเสียเปรียบ

Advertisement

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปรับภาษีสรรพสามิตดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างจริงจัง โดยจะส่งผลดีต่อโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น BEV ซึ่งได้รับผลโดยตรง รวมถึง HEV, PHEV และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) โดยเฉพาะรถกระบะ อีกทั้งยังเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายเข้ามาในประเทศไทย และเป็นโอกาสเติบโตระลอกใหม่ (Second Flight) ของอุตสาหกรรมยานยนต์

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องติดตามคือการเร่งนำเข้ารถยนต์ในช่วง 2 เดือนนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตัวเลขการผลิตในปีหน้า แต่ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจบนกติกาเดียวกันที่เป็นธรรม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นค่ายใด ๆ ก็ตามต่างพึงพอใจกับจุดนี้ คืออะไรก็ตาม ถ้ากติกาเป็นธรรม มันจะทำให้การแข่งขันทางการตลาดเป็นไปได้ แล้วก็เติบโตอย่างธรรมชาติ