เซ็นทรัล รีเทล ชี้เศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว เดินหน้าปรับโฉมโรบินสัน ทุ่ม 4,094 ล้านปี 70 กางแผนลงทุนต่อเนื่อง เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ Ploen-Riva วางเป้าเปิดใหม่ต่อเนื่องถึงปี 73
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นายเลิศวิทย์ ภูมิพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ยังมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่เชื่อว่าผู้บริโภคจะยังปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ และเลือกสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานพบว่า แม้กำลังซื้อโดยรวมจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่กำลังซื้อภายในศูนย์การค้าไม่ได้ปรับตัวลดลง ผู้บริโภคยังออกมาใช้ชีวิต เพียงแต่เลือกใช้จ่ายกับสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการมากขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในระยะสั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้บริโภคจะหยุดทุกอย่าง แต่จะปรับตัวและเลือกสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์
“สถานการณ์อาจจะตึงตัว แต่การทำงานของเราคิดว่ายังคงที่และคงตัวต่อไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นสถานการณ์ระยะสั้น แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นไปไม่ได้ที่พฤติกรรมผู้บริโภคจะหยุดทุกอย่าง เราเห็นชัดเจนว่าผู้บริโภคไม่ได้แค่ระมัดระวัง แต่กำลังมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต” นายเลิศวิทย์กล่าว

นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจค้าปลีกในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 มองว่าปริมาณผู้เข้ามาใช้บริการศูนย์การค้า (Traffic) มีทิศทางเพิ่มขึ้น ปัจจุบันโตขึ้นประมาณ 10% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคยังออกมาใช้บริการศูนย์การค้า หากมีสินค้า บริการ และรูปแบบประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการ แม้ภาพรวมกำลังซื้อจะได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจ ทั้งนี้ มองว่ากำลังซื้อภายในศูนย์การค้ายังไม่ได้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากผู้บริโภคยังเลือกออกมาใช้ชีวิตเมื่อมีสินค้าและบริการที่ต้องการ รวมถึงมีประสบการณ์ที่จูงใจให้เข้ามาใช้บริการ โดยการเติบโตของ Traffic เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่บริษัทใช้ประเมินทิศทางธุรกิจ
“ถ้าเรามี Format ที่ตอบโจทย์ มีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ เรากระตุ้นเขาด้วยเรื่องของประสบการณ์ นั่นคือสิ่งที่ทำให้กำลังซื้อในศูนย์การค้าเราไม่ตก คนรู้จักเลือกที่จะออกมาใช้ชีวิต เมื่อเรากระตุ้นให้เขาใช้ชีวิตกับเราในสิ่งที่เขายังอยากได้อยู่ นั่นคือสาเหตุที่กำลังซื้อโดยรวมตก แต่กำลังซื้อในศูนย์การค้าเราไม่ตก และ Traffic ของเรามากยิ่งขึ้น”นายเลิศวิทย์กล่าว
นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ยังต้องติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลาและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนดำเนินงานให้เหมาะสมกับแต่ละสาขา โดยมีทีม Asset Team ดูแลแต่ละทำเล และจัดทำแผนการตลาดเฉพาะพื้นที่ (Localized Marketing) ทั้งการส่งเสริมการขาย โปรโมชั่น และการจัดกิจกรรม รวมถึงปรับรูปแบบสินค้าให้เหมาะกับกำลังซื้อในช่วงที่ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น น้ำท่วมหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า โรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประกาศแผนลงทุน 4,094 ล้านบาทในปี 2570 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจสู่ Complete Retail Ecosystem ผ่าน 3 โมเดลพื้นที่รีเทล ได้แก่ การปรับโฉมศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทั้งด้านภาพลักษณ์และประสบการณ์ และการขยายสาขาใหม่ ควบคู่กับการเสริมพอร์ตด้วย “Ploen” คอมมูนิตี้มอลล์ที่เน้นตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในชุมชน และ “Riva” ไลฟ์สไตล์เดสติเนชันที่รวมการช้อปปิ้ง การพักผ่อน และเวลเนสไว้ในพื้นที่เดียว โดยตั้งเป้าเปิดตัวทั้ง 3 โมเดลภายในต้นปี 2571
นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า โรบินสันให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ โดยเริ่มต้นจากการบุกเบิกธุรกิจห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในต่างจังหวัด ปัจจุบันมีโรบินสันรวม 46 สาขา ครอบคลุม 38 จังหวัด มีพื้นที่ให้เช่ารวมกว่า 1 ล้านตารางเมตร รองรับผู้ใช้บริการมากกว่า 350,000 คนต่อวัน มีอัตราการต่อสัญญาของร้านค้าเดิม (Retention Rate) มากกว่า 90% และสร้างการจ้างงานได้สูงสุด 40,000 อัตรา ปัจจุบันบริษัทต้องการขยายบทบาทจากการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า ไปสู่การเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละชุมชน โดยตั้งเป้าในการเป็น ศูนย์กลางชีวิตของทุกคน ภายใต้แนวคิด Central to Life ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเซ็นทรัล รีเทล
นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า บริษัทนำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและบริหารพื้นที่ค้าปลีก ประกอบกับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค (Consumer Insights) มาพัฒนาพอร์ตธุรกิจ ทั้งศูนย์การค้าโรบินสัน ศูนย์การค้าท็อปส์ พลาซ่า และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วและมีความคาดหวังต่อประสบการณ์การใช้บริการมากขึ้น บริษัทจึงต้องพัฒนาพื้นที่ให้ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและความคุ้มค่าในการมาใช้บริการ แผนพัฒนาธุรกิจครั้งนี้จึงมุ่งยกระดับและเชื่อมโยงพื้นที่ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และเปิดตัว 2 โมเดลใหม่ Ploen และ Riva เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละทำเล โดยบริษัทคาดว่าการขยายรูปแบบธุรกิจจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับพันธมิตรและคู่ค้า รวมถึงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่
“เรามีทีมงานที่เชี่ยวชาญงานด้านการพัฒนาศูนย์การค้าและการบริหารห้างสรรพสินค้า ผสานกับ Consumer Insights มาต่อยอดพอร์ตธุรกิจให้หลากหลายและแข็งแกร่ง ทั้งศูนย์การค้าโรบินสัน ศูนย์การค้าท็อปส์ พลาซ่า และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ปัจจุบันผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลเร็วขึ้น คาดหวังสูงขึ้น และมองหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ ทุกครั้งที่มาศูนย์และห้างจึงต้องได้ทั้งความสะดวกที่ครบจบและประสบการณ์ที่คุ้มค่ากับเวลา”นายเลิศวิทย์กล่าว
นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า โจทย์คือการสร้างเหตุผลใหม่ให้ลูกค้าเลือกมาใช้ชีวิตและใช้บริการในพื้นที่ แนวคิด Complete Retail Ecosystem พัฒนาขึ้นมาจากความเชื่อที่ว่า Different Formats Connected by People’s Lives โดยเป็นแนวทางในการขยายธุรกิจรีเทลให้เข้าถึงผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ผ่านการยกระดับและเชื่อมโยงพื้นที่ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าโรบินสันให้เป็นหนึ่งเดียว ควบคู่กับการพัฒนาโมเดลใหม่ Ploen และ Riva ให้เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละทำเล ซึ่งนอกจากจะช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับพันธมิตรและคู่ค้าแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชุมชน
-
Food Destination รวมร้านอาหาร คาเฟ่ ศูนย์อาหาร Food Haven ซูเปอร์มาร์เก็ต และตลาดกลางแจ้ง
-
Fashion Destination รวบรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำและแบรนด์ยอดนิยมจากช่องทางออนไลน์
-
Home Living & Tech Destination นำเสนอสินค้าและโซลูชันสำหรับบ้านและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
-
Health & Wellness Destination ครอบคลุมสินค้าและบริการด้านความงาม สุขภาพ และเวลเนส
-
Kids & Education Destination พื้นที่เรียนรู้และเสริมทักษะสำหรับเด็กและครอบครัว
-
Entertainment Destination รวมโรงภาพยนตร์ ฟิตเนส และกิจกรรมบันเทิง
ทั้ง 6 Destinations จะเชื่อมเป็น 1 Integrated Experience ผ่านบรรยากาศ อีเวนต์ เทศกาล พื้นที่สำหรับชุมชน และบริการต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้หลากหลายภายในพื้นที่เดียว ตัวอย่างการปรับโฉมตามแนวคิดนี้ ได้แก่ โรบินสัน สมุทรปราการ ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และเพิ่มร้านค้าใหม่กว่า 250 แบรนด์ หลังปรับโฉมพบว่าจำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมนำเทคโนโลยี Humanoid Robotics และ AI มาใช้พัฒนารูปแบบบริการ โดยเปิดพื้นที่โรบินสันเป็น Living Lab เพื่อทดลองเทคโนโลยีและสร้างปฏิสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างลูกค้ากับเทคโนโลยี
นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า สำหรับการปรับปรุงสาขา ในช่วงปี 2568 ถึงปี 2569 บริษัทรีโนเวตแล้ว 11 สาขา โดยนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าและศักยภาพของแต่ละทำเลมาใช้กำหนดรูปแบบการพัฒนา เช่น โรบินสัน กาญจนบุรี ที่ปรับพื้นที่ภายใต้แนวคิด “กาญฯ ฟีลกู๊ด (KAN FEEL GOOOOOOOOD)” และโรบินสัน สระบุรี ที่จัดโซนนิ่งใหม่ภายใต้แนวคิด “ปลุกพลังเมืองสระบุรี – Energize the Heart of Saraburi” เพื่อเพิ่มความหลากหลายของร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวก ส่วนโรบินสัน สมุทรปราการ เป็นอีกสาขาที่นำแนวคิด “6 Destinations, 1 Integrated Experience” มาใช้ในการปรับโฉม โดยตั้งอยู่ติดรถไฟฟ้า BTS สถานีแพรกษา ทั้งนี้ จากผลตอบรับของการปรับปรุงสาขา บริษัทจึงมีแผนรีโนเวตเพิ่มอีก 7 สาขาในปี 2570 ได้แก่ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ เพชรบุรี ราชพฤกษ์ ปราจีนบุรี สกลนคร และพะเยา นอกจากนี้ ยังเตรียมแผนรีโนเวตเพิ่มอีก 12 สาขา ในปี 2571 ถึงปี 2572
นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน อีกหมุดหมายสำคัญคือการเปิด “โรบินสัน หนองคาย” ในไตรมาส 3 ปี 2570 ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท บนที่ดิน 33 ไร่ รวมกว่า 300 แบรนด์ ตั้งเป้าปั้นเป็นแลนด์มาร์กรีเทลแห่งใหม่ เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตจากภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว บนทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อ ไทย–สปป.ลาว–จีน รองรับกำลังซื้อทั้งลูกค้าในพื้นที่และนักท่องเที่ยวข้ามแดน ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าแล้วเกือบ 40% คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2570 นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายโรบินสันเพิ่มอีกปีละ 1 แห่งในปี 2571 และ 2572 เพื่อเสริมเครือข่ายและเจาะโอกาสเติบโตในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ

นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ “Ploen” โมเดลคอมมูนิตี้มอลล์ที่ใช้ความต้องการของคนในพื้นที่เป็นหลักในการพัฒนา ภายใต้แนวคิด Community-Centric Development และคอนเซปต์ “From Everyday Essentials to Everyday Experiences” โดยเน้นความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ให้คนในชุมชนเข้ามาใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกัน รูปแบบโครงการประกอบด้วย Tops ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่ช่วยดึงดูดผู้ใช้บริการ ร้านอาหารแบรนด์ยอดนิยม ตลาดรวมร้านดัง และศูนย์รวมบริการต่าง ๆ รวมถึงจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับผู้ใช้รถ EV นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรมและพัฒนาพื้นที่ Co-Creation สำหรับพบปะ ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกัน โดยจะเลือกทำเลใกล้ย่านที่อยู่อาศัย มีพื้นที่รองรับการขยายตัว และวางแผนพัฒนาโครงการเป็นระยะตามการเติบโตของชุมชน

นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า โครงการแรกคือ “Ploen รังสิต” มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 3 ปี 2570 ตั้งอยู่บนทำเลที่เชื่อมต่อถนนรังสิต–นครนายกและวงแหวนรอบนอก รองรับประชากรในพื้นที่โดยรอบกว่า 879,000 คน และมีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนประมาณ 39,646 บาทต่อเดือน โดยเริ่มพัฒนาพื้นที่ Community Mall ขนาด 24 ไร่ จากแผนพัฒนาที่ดินรวมกว่า 322 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท มีพื้นที่อาคารรวม 16,000 ตารางเมตร และร้านค้ากว่า 70 ร้าน ครอบคลุมกลุ่ม Health & Wellness, IT และบริการเฉพาะทาง รวมถึง Tops และ Sunday Playland นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าในตลาดกว่า 220 ร้าน และร้านอาหารแบบ Dine-in มากกว่า 30 ร้าน ครอบคลุมทั้งร้านบุฟเฟต์ ร้านอาหารยอดนิยมที่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์ และร้านอาหารชื่อดังในพื้นที่ รวมถึงโซนอาหารที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับลูกค้าตั้งแต่มื้ออาหารประจำวัน มื้อดึก ไปจนถึงการสังสรรค์
นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ Co-Creation จะประกอบด้วยลานกิจกรรม ตลาดต้นไม้ และพื้นที่วิ่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการพักผ่อนและทำกิจกรรมของคนในชุมชน ทำให้โครงการรองรับการใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การจับจ่ายซื้อสินค้า รับประทานอาหาร ไปจนถึงการออกกำลังกายและพบปะสังสรรค์ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้แบรนด์และผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงฐานลูกค้าในพื้นที่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าขยาย Ploen เพิ่มอีกปีละ 3 แห่งในปี 2571 และ 2572 รวมเป็น 7 แห่งภายในปี 2572

นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัว “Riva” โมเดลธุรกิจรีเทลรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด Recreation-Led Retail Destination ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมสันทนาการ ควบคู่กับการช้อปปิ้ง ภายใต้คอนเซปต์ “From Shopping to Leisure Living” โดยผสมผสานธรรมชาติ ร้านอาหาร กิจกรรม เวลเนส และพื้นที่ชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผู้บริโภคที่ต้องการใช้เวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน การพัฒนา Riva ให้ความสำคัญกับการออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ รวมถึงการจัดพื้นที่สีเขียวและพื้นที่กิจกรรม โดยวางองค์ประกอบหลักไว้ 6 ด้าน ได้แก่ ได้แก่ The Power of Nature & Recreation, The Power of Perfect Balance, The Power of Differentiation, The Power of Culinary Discovery, The Power of Holistic Wellbeing และ The Power of Experiential Retail
ส่วนร้านอาหาร บริษัทจะพัฒนา Dining Experience โดยรวบรวมร้านอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง แบรนด์ไทย และร้านอาหารร้านดัง ร้านตามกระแส ประมาณ 400 ร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความหลากหลายของอาหารจากแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนา Longevity Destination ที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณเข้ากับกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้ามาใช้บริการมากกว่า 30,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ ยังนำแนวคิด “Every Brand, A Destination” มาใช้ โดยเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ออกแบบร้านในรูปแบบ Story-Driven Concept Store เพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์และเรื่องราวของแต่ละแบรนด์ให้แตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายให้ร้านค้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการและกลับมาใช้เวลาในโครงการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการแรกของ “Riva รามคำแหง” มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2571 ตั้งอยู่บนทำเลกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งมองว่ามีศักยภาพรองรับการเติบโตของเมืองและกำลังซื้อในพื้นที่ โครงการมีขนาดที่ดิน 24 ไร่ มูลค่าลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท มีพื้นที่อาคารรวม (GBA) 54,000 ตารางเมตร และพื้นที่ให้เช่า (GLA) 21,000 ตารางเมตร ทั้งนี้ บริษัทมีแผนขยาย Riva เพิ่มอีกปีละ 1 แห่งในปี 2572 และ 2573 รวมเป็น 3 แห่งภายในปี 2573
นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ โรบินสันให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืน โดยมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งลูกค้า คู่ค้า และชุมชนในพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ พร้อมสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของเซ็นทรัล รีเทล ผ่าน 3 แนวทางหลัก แนวทางแรก คือ การใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยติดตั้ง Solar Rooftop แล้ว 25 สาขา ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 163,238.50 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 18.1 ล้านต้น นอกจากนี้ ยังนำระบบ AI Chiller Plant Management ซึ่งใช้เทคโนโลยี IoT และ AI มาบริหารจัดการระบบปรับอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แนวทางที่สอง คือ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ การคัดแยกขยะ และการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการรีไซเคิลและอัปไซเคิล ส่วนแนวทางที่สาม คือ การสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 30 จุด และเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในศูนย์การค้า

นายเลิศวิทย์ กล่าวว่า ด้านการดำเนินงานเพื่อสังคม โรบินสันสาขาลพบุรีและสาขาชัยภูมิได้รับรางวัล องค์กรที่มีผลงานการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2569 (CSR Award 2026) จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสาขาลพบุรีใช้พื้นที่ศูนย์การค้าเป็นช่องทางสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมถึงจัดกิจกรรมและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ขณะที่สาขาชัยภูมิร่วมกับโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโดสายพันธุ์แฮสส์ในอำเภอเทพสถิต เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และพัฒนาชุมชนต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำ
นายเลิศวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนธุรกิจระยะต่อไปจะมุ่งนำศักยภาพของรีเทลทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ Robinson, Ploen และ Riva มาพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและแต่ละพื้นที่ พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับพันธมิตรและคู่ค้า รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชน โดยบริษัทต้องการให้แนวคิด Complete Retail Ecosystem เป็นแนวทางเชื่อมโยงธุรกิจ ผู้บริโภค และชุมชนเข้าด้วยกัน



