หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.กางผลสำรวจ...

พณ.กางผลสำรวจความเชื่อมั่นประชาชน ต.ค. หดตัว เหตุแบกหนี้-ภาระใช้จ่ายสูง-กระทบภัยท่วม

6.11.26 | 14:11 น.

พณ.กางสำรวจความเชื่อมั่นประชาชน ต.ค. หดตัว เหตุแบกหนี้-ภาระใช้จ่ายสูง-กระทบภัยท่วม ต้องยึดมาตรการรัฐช่วยพยุงกำลังซื้อ

 

วันที่ 6 พฤศจิกายน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 5,585 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 46.5 ปรับลดลงจากระดับ 48.9 ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 โดยความเชื่อมั่นยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย


อย่างไรก็ตาม ภาระค่าใช้จ่ายและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของกำลังซื้อและการบริโภค ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และการค้าโลก รวมถึงอุทกภัยที่ผ่านมากระทบต่อรายได้การประกอบอาชีพ และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหาย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคมปรับลดลง ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมเดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 46.5 ปรับลดลงจากระดับ 48.9ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 36.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 39.3 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 53.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 55.3 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่ 1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย 2. การส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตามการเติบโตของการลงทุน ด้านดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เร่งตัวต่อเนื่อง รวมทั้งสินค้าเกษตรและอาหารบางรายการยังขยายตัวได้ดี

ส่วนปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่ 1. ความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สิน ส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคฟื้นตัวอย่างจำกัด 2. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก และส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และการค้าระหว่างประเทศ 3. สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชน รวมทั้งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูความเสียหาย

Advertisement

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีค่าดัชนีสูงกว่าค่าฐานที่ระดับ 50 ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ขณะที่อีก 4 ภาค มีค่าอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยที่กรุงเทพฯและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และเศรษฐกิจโลก ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 45.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.4 ในเดือนก่อนหน้า ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 44.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.4 ในเดือนก่อนหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 47.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.0 ในเดือนก่อนหน้า และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 47.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 48.0 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า อาชีพพนักงานของรัฐ มีค่าดัชนีสูงกว่าค่าฐานที่ระดับ 50 ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ขณะที่อีก 6 กลุ่มอาชีพ มีค่าอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยที่ เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 46.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.0 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ราคาสินค้าเกษตร และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 47.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 49.7 ในเดือนก่อนหน้า และรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 44.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 46.7 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น ส่วนพนักงานของรัฐ ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 51.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 43.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.5 ในเดือนก่อนหน้า และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 46.5 ปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 50.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และเศรษฐกิจโลก เมื่อพิจารณาจาก กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 36.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 41.8 ในเดือนก่อนหน้า

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การปรับลดลงของความเชื่อมั่นผู้บริโภค สะท้อนว่าประชาชนมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ความสามารถในการใช้จ่าย ประกอบกับผลกระทบจากอุทกภัย อาจทำให้ครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทั้งจากรายได้ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิตทางการเกษตร บ้านเรือน และทรัพย์สิน รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้หรือกิจการค้าหยุดชะงัก ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของกำลังซื้อและทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้า แม้มาตรการภาครัฐและการส่งออกที่ขยายตัวจะช่วยบรรเทาผลกระทบและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ความเชื่อมั่นที่ลดลงสะท้อนว่าแรงกดดันยังคงมีอยู่

“ความเชื่อมั่นในอนาคตที่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น บ่งชี้ว่าประชาชนยังมีความหวังต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า จึงควรติดตามการฟื้นฟูรายได้และการประกอบอาชีพภายหลังอุทกภัย ผลของมาตรการภาครัฐต่อภาระค่าครองชีพ ตลอดจนสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เพื่อประเมินทิศทางกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะต่อไป” นายนันทพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการดูแลค่าครองชีพควบคู่กับการลดต้นทุนและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยกำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็น ติดตามต้นทุนและปริมาณสินค้า ประสานผู้ผลิตและห้างค้าปลีกค้าส่งให้ชะลอการปรับราคา พร้อมให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรวจสอบเพื่อป้องกันการกักตุนและการฉวยโอกาสขึ้นราคา ควบคู่กับโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด และเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า SMEs สินค้า GI และผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงร่วมมือกับภาคเอกชนจัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม” ลดราคาสินค้าและบริการสำหรับซ่อมแซมบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังน้ำลด ด้านการส่งเสริมอาชีพและสนับสนุนผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ผ่านการสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ ทำเลค้าขาย และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Shopee TikTok Shop และ Lazada ในการปรับลดค่าธรรมเนียมการขาย (GP) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังเร่งวางรากฐานระบบการเงินที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐาน (IP Finance) ผ่านการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและการจัดทำโครงการนำร่อง IP Finance Sandbox Thailand เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน มาตรการเหล่านี้มุ่งบรรเทาภาระรายจ่าย ลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประคองกำลังซื้อและสนับสนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภค