หน้าแรก เศรษฐกิจ SCB EIC เตือน...

SCB EIC เตือนปี 70 ธุรกิจโลจิสติกส์โตจำกัด เผชิญแรงกดดันค่าขนส่ง แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัว

6.11.26 | 15:56 น.

SCB EIC เตือนปี 70 ธุรกิจโลจิสติกส์โตจำกัด เผชิญแรงกดดันค่าขนส่ง แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัว

นายปุญญภพ ตันติปิฎก นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจโลจิสติกส์ปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวได้จำกัด แม้ความต้องการขนส่งยังเพิ่มขึ้น แต่เผชิญแรงกดดันจากค่าขนส่งและการแข่งขัน ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าของสหรัฐ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคาดการณ์ว่า รายได้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทยจะเติบโตประมาณ 1.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท ความต้องการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศยังขยายตัวต่อเนื่องตามการส่งออกของไทยที่คาดว่าจะโต 5.5% และการนำเข้าโตขึ้น 4.8% โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแสปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งสนับสนุนการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ รวมถึงการขนส่งข้ามพรมแดน

นายปุญญภพ กล่าวว่า ด้านความต้องการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเช่นกัน โดยการบริโภคภาคเอกชนเติบโตลดลงอยู่ที่ 1.6% หลังจากสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในปี 2569 ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงกดดันการใช้จ่าย แต่จะเห็นการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2570 ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยทั้งปีอาจปรับลดลงประมาณ 11% อยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาดีเซลเฉลี่ยคาดว่าอยู่ที่ 36 บาทต่อลิตร ใกล้เคียงระดับเดิมที่ 38 บาทต่อลิตร เนื่องจากยังต้องเก็บเงินชดเชยกองทุนน้ำมัน สวนทางกับค่าระวางเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันสูงจากปริมาณเรือใหม่ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้มีโอกาสที่ปัญหาทะเลแดงจะปรับตัวดีขึ้นจากที่เริ่มมีเรือขนส่งผ่านคลองสุเอซได้มากขึ้นแล้ว


นายปุญญภพ กล่าวว่า ส่วนค่าขนส่งทางอากาศแม้จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันอากาศยาน แต่ยังมีแรงหนุนจากความต้องการขนส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแสทั้งเอไอ โลจิสติกส์สีเขียว และความต่อเนื่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม โดยในส่วน Green logistics ถือว่า กำลังเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในไทยต้องเร่งให้ความสำคัญ จากราคาพลังงานที่เร่งตัวสูง ประกอบกับการตอบรับเกณฑ์การค้าโลกและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ของไทย (NDC 3.0) แม้ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านสู่รถบรรทุกไฟฟ้า/รถกระบะไฟฟ้าจะยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานทำให้สัดส่วนการใช้งานยังน้อย แต่ด้วยทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มปรับตัวผ่านการนำร่องในเส้นทางที่มีความพร้อม หรือกับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการบริการ Green logistics โดยเฉพาะ

นายปุญญภพ กล่าวว่า ต่อไปเอไอในภาคโลจิสติกส์จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยผู้ประกอบการสามารถนำเอไอมาใช้ได้ตลอดซัพพลาย เชน ตั้งแต่การคาดการณ์ความต้องการและบริหารสินค้าคงคลัง การวางแผนเส้นทาง การจัดทำเอกสารขนส่งและพิธีการศุลกากรจนถึงการติดตามสถานะสินค้าและบริหารคลังสินค้า ทำให้การลงทุนในเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบจะช่วยเพิ่มความรวดเร็ว ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ขณะที่ความต่อเนื่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมของไทย จะมีส่วนช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งและลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ โดยภาครัฐอยู่ระหว่างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลากหลายโครงการ ซึ่งบางโครงการอาจเผชิญความล่าช้า ผู้ประกอบการจึงควรติดตามความคืบหน้าและกรอบเวลาของแต่ละโครงการ เตรียมปรับเส้นทางและรูปแบบการขนส่งให้พร้อมใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่เมื่อเปิดให้บริการ

“แม้ธุรกิจโลจิสติกส์จะเผชิญความไม่แน่นอนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงใหม่ในอนาคต แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ยังมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ เหมือนกระแสการลงทุนด้านดิจิทัลและเอไอ ที่ช่วยหนุนความต้องการขนส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการจึงต้องสร้างความยืดหยุ่น พร้อมมองหาโอกาสในการขยายตลาดและพัฒนาบริการใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในระยะยาว” นายปุญญภพ กล่าว

Advertisement