‘ปลัดคลัง’ ปลื้มโซลาร์ภาคประชาชนยอดใกล้แสนราย ย้ำให้ยอดโตออร์แกนิก ‘ออมสิน’ กางสูตรบ้านไหนติดคุ้มสุด!
ปลัดคลัง ปลื้มยอดใกล้แสนราย ยันอุดหนุนงบตามจริง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ว่า ล่าสุดมีประชาชนแสดงความประสงค์ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านระบบของการไฟฟ้าแล้วมากกว่า 70,000 ราย ซึ่งแม้จะยังไม่ถึงเป้าหมาย 100,000 รายในช่วงแรก แต่ภาครัฐไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากเป้าหมายที่แท้จริงคือต้องการให้โครงการนี้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ (Organic) โดยเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่า มากกว่าการเร่งรัดปั๊มยอดลงทะเบียนโดยที่ผู้เข้าร่วมขาดความพร้อม ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลมองในมิติการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน
นายลวรณ กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนการยื่นแจ้งความประสงค์ผ่านเว็บไซต์ของการไฟฟ้าจะเปิดรับไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. โดยขั้นตอนนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นรวบรวมรายชื่อผู้สนใจ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่สำรวจความพร้อมของหน้างานจริงอย่างละเอียด ทั้งความแข็งแรงของโครงสร้าง ทิศทางการรับแสงแดด และการเป็นเจ้าของมิเตอร์ หากผ่านเกณฑ์จึงจะส่งเรื่องให้สถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อต่อไป
ในส่วนของงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐจำนวน 50,000 บาทต่อหลัง จะอนุมัติให้เฉพาะบ้านที่ติดตั้งเชื่อมต่อระบบจริงเท่านั้น หากมีผู้ลงทะเบียน 1 ล้านราย แต่ติดตั้งได้จริง 700,000 ราย ภาครัฐก็จะจัดสรรงบอุดหนุนตามจริงราว 35,000 ล้านบาท ไม่ได้กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้า ขณะที่สถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อรองรับไว้แล้วแห่งละ 50,000 ล้านบาท รวม 150,000 ล้านบาท ภายใต้หลักเกณฑ์และดอกเบี้ยเดียวกัน
‘ออมสิน’ ชี้เป้า บ้านค่าไฟ 3-4 พัน คุ้มสุด!
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือน โดยบ้านที่จะได้รับความคุ้มค่าสูงสุดคือบ้านที่มีการใช้ไฟในตอนกลางวันตั้งแต่ 40% ขึ้นไป เช่น บ้านที่มีผู้สูงอายุ หรือมีเด็กอยู่อาศัย เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักคือการผลิตเพื่อนำมาใช้งานเอง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้สูงกว่าการผลิตเพื่อขายคืนการไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย
“สำหรับบ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยหรือไม่มีการเปิดใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวันเลย การติดตั้งจะไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง และภาครัฐไม่แนะนำให้เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากรายได้จากการขายไฟคืนเพียงอย่างเดียวต้องใช้ระยะเวลาในการคืนทุนที่ยาวนานกว่าปกติ” นายทรงพล กล่าว
นายทรงพล กล่าวอีกว่า ระดับค่าไฟฟ้าเดิมเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญ โครงการนี้ถูกออกแบบมาให้คุ้มค่าสำหรับบ้านที่มีภาระค่าไฟเฉลี่ย 3,000-4,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน ส่วนครัวเรือนที่ค่าไฟต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท หรือใช้ไฟไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน การติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์จะไม่มีความคุ้มค่าทางการเงิน แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟ LED จะคุ้มค่ากว่า นอกจากนี้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขทางกายภาพ โดยหลังคาที่หันรับแดดได้ดีที่สุดคือทิศใต้และทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือจะไม่คุ้มค่า รวมถึงต้องผ่านการประเมินโครงสร้างและการเป็นเจ้าของมิเตอร์ไม่น้อยกว่า 6 เดือน
ชูโมเดลไร้เงินดาวน์ คืนทุนไว-รับทรัพย์ 3.7 แสน
นายทรงพล กล่าวว่า สำหรับผลตอบแทนภายใต้โมเดลพึ่งพาตนเองทางการเงิน (Self-Financing) ประชาชนไม่จำเป็นต้องสำรองเงินสดก้อนแรก ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 130,000-140,000 บาท เมื่อรัฐให้เงินอุดหนุน 50,000 บาทไปตัดลดเงินต้น จะเหลือภาระผ่อนชำระกับธนาคารรัฐราว 90,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก โดยหากคำนวณจากบ้านที่มีค่าไฟ 4,000 บาทต่อเดือน และใช้ไฟกลางวัน 40% จะช่วยลดค่าไฟลงได้ทันที 1,176 บาทต่อเดือน และมีรายได้จากไฟส่วนเกินที่ขายคืนระบบอีกเดือนละ 700-800 บาท
ทั้งนี้ หากนำส่วนประหยัดค่าไฟและรายได้ไปชำระค่างวดเดือนละ 1,000 บาท ครัวเรือนจะมีเงินเหลือสุทธิในกระเป๋าตลอด 7 ปีแรกเดือนละ 799-800 บาท และเมื่อพ้น 7 ปีที่ภาระหนี้หมดลง ตั้งแต่ปีที่ 8-20 เงินประหยัดสุทธิจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,968 บาทต่อเดือน
“ผลรวมของเงินประหยัดสุทธิที่กลับคืนสู่กระเป๋าประชาชนตลอดอายุสัญญา 20 ปี จะคิดเป็นตัวเงินสุทธิสูงถึงประมาณ 370,000 บาทเศษ นอกจากนี้ แผงโซลาร์เซลล์ยังมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25-30 ปี ทำให้ยังคงประหยัดค่าไฟฟ้าจากการผลิตใช้เองได้ต่อเนื่องอีกเดือนละประมาณ 1,100-1,200 บาทแม้จะสิ้นสุดสัญญารับซื้อไฟจากภาครัฐแล้วก็ตาม” นายทรงพล กล่าว
นายทรงพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ในมิติระดับประเทศ เงินอุดหนุนจากภาครัฐ 50,000 บาทต่อครัวเรือน มีระยะเวลาคืนทุนทางเศรษฐศาสตร์ให้แก่รัฐบาลเพียง 5 ปีเท่านั้น แลกกับผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับ ทั้งความมั่นคงทางพลังงาน ลดภาระนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนสร้างการเติบโตของเงินออมในภาคประชาชนอย่างยั่งยืน

