นายกฯ ปลื้มใช้ฐานไทยยาว กูเกิล-ตปท.ลงทุน ยื่นแผนธุรกิจเฟส8 ‘ทีดีอาร์ไอ’ ห่วงคลังถังแตก
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 09.05 น. ถึงการหารือกับผู้บริหารบริษัท Google ว่า บริษัทมีความพร้อมลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม และมองว่าจุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่อยู่ที่คุณภาพคนไทยซึ่งสามารถยกระดับทักษะต่อยอดสู่เศรษฐกิจ AI ได้ รวมถึงทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์
“ไม่ให้ AI คุมเรา เราต้องคุม AI นี่เป็นนโยบาย ไม่ให้ AI มาทำให้ประชาชนชาวไทยตกงาน เพราะฉะนั้นเราต้องคุม AI ให้ได้ นักลงทุนที่เข้ามาต้องสร้างการจ้างงานและถ่ายทอดโอกาสให้แรงงานไทย ไม่ใช่เพียงนำเงินทุนเข้ามาอย่างเดียว” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า นักลงทุนจำนวนหนึ่งที่เริ่มลงทุนในไทยเพียงเฟสแรกหรือเฟส 2 ได้นำแผนขยายไปถึงเฟส 7-8 มาแสดงให้รัฐบาลเห็น สะท้อนความตั้งใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานระยะยาว โดยมีเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบกระจายสินค้า และเครือข่ายภูมิภาคเป็นปัจจัยสำคัญ
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญจากนี้คือประเทศไทยต้องไม่สะดุดขาตัวเอง หลังสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนได้แล้ว ท่ามกลางโลกที่ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์กำลังเชื่อมโยงกัน ประเทศที่มีฐานการผลิต มีทรัพยากร และวางกติกาได้มั่นคงจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า จากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวสูงสุดในรอบ 45 เดือน รวมถึงมีสินค้ากว่า 306 รายการที่ปรับตัวขึ้นนั้น ต้องบอกว่า ต้นตอของปัญหาเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นมานั้น เป็นผลจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก การทำสงคราม และการกีดกันการค้า ซึ่งประเทศไทยมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาคการขนส่งโลจิสติกส์ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศปริมาณสูง และมีโครงสร้างการขนส่งที่ยังพึ่งพายานยนต์บนถนนเป็นหลัก ไม่ได้ใช้ระบบรางเหมือนหลายประเทศ ทำให้การส่งผ่านราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ไทยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน การหารายได้ รวมถึงการเติบโตของจีดีพีไทยในภาพรวม
นายนณริฏ กล่าวว่า ตอนนี้ต้องยอมรับแล้วว่า เครื่องมือรัฐบาลเริ่มหมดพลัง กลไกเดิมที่ไทยใช้พยุงราคา อาทิ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการลดภาษีสรรพสามิต สามารถทำได้อย่างจำกัดมากขึ้น ขณะที่ พ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งเป้าใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องถูกเจียดมาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพบางส่วน ซึ่งที่ผ่านมากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยได้รับบทเรียนในด้านวินัยการคลังมามากมาย เพราะตอนนี้ศักยภาพทางการคลังของไทยในปัจจุบันเข้าขั้นใกล้ถังแตกแล้ว เนื่องจากการดำเนินนโยบายตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เน้นแต่การใช้จ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่เคยจัดเก็บภาษีสะสมเพิ่มในช่วงเศรษฐกิจดี ส่งผลให้เสถียรภาพทางการคลังอ่อนแอ และหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง การทำนโยบายช่วยประชาชนต้องเน้นเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ใช่การกระตุ้นแบบปูพรม จัดลำดับความสำคัญใหม่ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

