นักวิชาการ ชี้การโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แนะเร่ง 7 ด้านรับมือ
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยถึงการวิเคราะห์กรณีการโจมตีทางไซเบอร์ กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้
เปิด 5 เหตุดันภัยไซเบอร์พุ่ง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ผ่านมา พบว่า การโจมตีทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา มีสาเหตุสำคัญมาจากปัจจัย
1. การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล คือ ภาคการผลิต ระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ทั้งระบบธนาคาร การชำระเงิน การดำเนินธุรกิจ และบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ หลายระบบคอมพิวเตอร์ยังไม่มีระบบป้องกัน ทำให้เกิดช่องโหว่และเพิ่มโอกาสในการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การหลอกลวงทางออนไลน์ (Phishing) การเรียกค่าไถ่ข้อมูล (Ransomware) และการโจมตีเพื่อทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้ (DDoS)
2. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเริ่มตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นต้น ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคงมากขึ้น ทั้งจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับรัฐและกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงกดดันต่อประเทศคู่ขัดแย้ง ทำลายระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงิน
3. AI เร่งให้การโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ทำได้ง่าย รวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ผู้โจมตีสามารถใช้ AI ช่วยสร้างโปรแกรมโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ ปลอมแปลงข้อความ เสียง และภาพ เพื่อหลอกให้ประชาชนหรือบริษัทหลงเชื่อและสูญเสียเงินหรือข้อมูลสำคัญ
4. กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขยายตัว โดยที่ผ่านมากลุ่มอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยใช้วิธีหลอกลวงประชาชนหลายรูปแบบ เช่น หลอกให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) หลอกลงทุนให้ผลตอบแทนสูง ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และส่งลิงก์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลหรือเงินในบัญชีธนาคาร ส่งผลให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินและขาดความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมออนไลน์
5. ข้อจำกัดของระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และเทคโนโลยีในการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี โดยเฉพาะ SMEs ที่อาจขาดเงินทุนสำหรับลงทุนในระบบป้องกันภัยไซเบอร์และขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
รายงานของ OECD พบว่าตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน จำนวนเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เกือบ 80% เกิดในอเมริกาเหนือและยุโรป เมื่อแยกสัดส่วนจำนวนเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์สะสม พบว่า อเมริกาเหนือ (สหรัฐ และแคนาดา)51% ยุโรปและเอเชียกลาง 27% อาเซียนและเอเชียตะวันออก 5% เอเชียใต้ 4% ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ3% ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 3% เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก 3% อื่นๆ 4%
กระทบราคาบิทคอยน์
ตั้งแต่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่าน มีจำนวนการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มมากขึ้น และจำนวนการโจมตีทางไซเบอร์มีความสัมพันธ์กับราคาบิทคอยน์ที่ปรับสูงขึ้น เช่น ในปี 2016 ราคาบิทคอยน์ต่ำกว่า 1,000 ดอลล่าร์ต่อเหรียญ และในปี 2025 ราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ดอลล่าร์ต่อเหรียญ
ย้อนสงครามรัสเซีย-ยูเครนกับราคาบิทคอยน์ ดังนี้
ปี 2016 เหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนหลังปี 2014 ราคาบิทคอยน์ (USD/BTC)ต่ำกว่า 1,000
ปี 2017 เหตุการณ์การโจมตี NotPetya ซึ่งกระทบยูเครนและหลายประเทศ ราคาบิทคอยน์ (USD/BTC) 20,000
ปี2020 เหตุการณ์ ความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนดำเนินต่อเนื่อง ราคาบิทคอยน์ ผันผวน ก่อนเพิ่มขึ้นปลายปี 2020
ปี2021 เหตุการณ์ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนรัสเซีย-ยูเครนเพิ่มขึ้น ราคาบิทคอยน์ สูงสุด 69,000
ปี 2022เหตุการณ์รัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ ราคาบิทคอยน์ลดลงจากระดับสูงในปี 2021
ปี 2023เหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนดำเนินต่อเนื่อง ราคาบิทคอยน์ฟื้นตัว 44,000
ปี 2024เหตุการณ์ สงครามรัสเซีย-ยูเครนดำเนินต่อเนื่อง ราคาบิทคอยน์ ทะลุ 100,000
ปี 2025เหตุการณ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังดำเนินต่อเนื่องราคาบิทคอยน์ สูงกว่า 100,000
เศรษฐกิจเสียหาย 0.32-2.3%
ความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลโดยตรงต่อการหยุดชะงักของการผลิต การสูญเสียประสิทธิภาพแรงงาน การให้บริการที่ล่าช้า และผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ พบว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 0.32% – 2.3% ของจีดีพี คิดเป็นมูลค่า 40 – 111,140 ล้านเหรียญ โดยวิเคราะห์จากผลรายงานต่างๆทั่วโลก นอกจากนี้ ชี้ว่า สาธารณะสุข การเงิน และเภสัชกรรม มีความเสี่ยงสูงและผลกระทบมากสุด จากงานวิจัยของ Friederikos Fotis (2024) วิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมเสี่ยงและได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจใน 17 อุตสาหกรรม พบว่า สาธารณะสุข การเงิน และเภสัชกรรม เป็น 3 กลุ่มที่มีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบมากสุด คิดเป็น 10 ล้านเหรียญ 5.97 และ 5.01 ล้านเหรียญ ตามลำดับ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงน้อย 3 อันดับสุดท้ายคือ หน่วยงานของรัฐบาล โรงแรม และสื่อ ตามลำดับ
ในไทยเจอเฉลี่ย 12 ครั้งต่อวัน
ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2569 (มกราคม-กันยายน) ตามสถิติภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2569 ของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) พบว่ามีจำนวนเหตุการณ์การเกิดการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นจาก 2 พันครั้งในปร 2566 เป็นมากกว่า 3 พันครั้งในปี 2569 เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 พันครั้ง นั้นหมายความว่าเฉลี่ยต่อวันเกิดเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ 12 ครั้งต่อวัน และ 363 ครั้งต่อวัน โดยดูจากข้อมูล ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT), สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.), สถิติภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2569
ศก.ไทย 60%ของจีดีพีเสี่ยง
เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย 10 สาขา ที่มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ พบว่ามีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวม 12.74 ล้านล้านบาทในปี 2567 โดยสามารถจำแนกระดับความเสี่ยงออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเสี่ยงสูงมาก ประกอบด้วย การเงินและธนาคาร และพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มเสี่ยงสูง ประกอบด้วย สาธารณสุข โทรคมนาคม อุตสาหกรรมการผลิต ขนส่งและโลจิสติกส์ และภาครัฐ กลุ่มเสี่ยงปานกลาง ประกอบด้วย การค้าและอีคอมเมิร์ซ การท่องเที่ยวและโรงแรม และสื่อและบันเทิง
เมื่อพิจารณาขนาดเศรษฐกิจรายสาขา พบว่า อุตสาหกรรมการผลิตมีมูลค่าสูงที่สุดประมาณ 3.86 ล้านล้านบาท คิดเป็น 20.3% ของ GDP รองลงมาคือการค้าและอีคอมเมิร์ซประมาณ 2.54 ล้านล้านบาท คิดเป็น 13.4% ของ GDP สะท้อนว่าการโจมตีทางไซเบอร์ที่ทำให้กิจกรรมของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หยุดชะงัก อาจส่งผลกระทบต่อการผลิต การจ้างงาน การค้า และห่วงโซ่อุปทานของประเทศ
อย่างไรก็ตาม มูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงไม่ได้หมายถึงมูลค่าความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการโจมตี ระยะเวลาที่ระบบหยุดชะงัก ขอบเขตของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และความสามารถในการฟื้นฟูระบบของแต่ละอุตสาหกรรม อิงข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ ENISA, IBM และ World Economic Forum
ไทยมีสัดส่วนเจอเหตุสูงสุดในอาเซียน
เมื่อพิจารณาข้อมูลเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียน จากรายงาน OECD (2026) พบว่า จีนมีสัดส่วนเหตุการณ์ที่มีการรายงานสูงสุด 22% รองลงมาคือญี่ปุ่น 21% ขณะที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไทย และฟิลิปปินส์ มีสัดส่วนเท่ากันที่ประเทศละ 10% ตามตารางที่ 8
หากพิจารณาเฉพาะประเทศอาเซียน พบว่า “ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์” มีสัดส่วนเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่มีการรายงานสูงสุดร่วมกัน ที่ประเทศละ 10% ของเหตุการณ์ทั้งหมดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและอาเซียนที่ศึกษา รองลงมาคือมาเลเซีย 6% อินโดนีเซีย 4% กัมพูชาและเวียดนามประเทศละ 3% ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ปรากฏเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ในสัดส่วนสูงของภูมิภาค ความเสี่ยงเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความสำคัญ 3 ประการ
1.การขยายตัวของธุรกรรมการเงินดิจิทัลและการค้าออนไลน์ ทำให้การโจมตีระบบชำระเงินหรือการหลอกลวงออนไลน์อาจสร้างความเสียหายต่อประชาชนและธุรกิจ 2.ภาคอุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์ของไทยมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ การโจมตีระบบดิจิทัลอาจทำให้การผลิตและการส่งออกหยุดชะงัก 3.ระบบพลังงาน โทรคมนาคม สาธารณสุข และบริการภาครัฐเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่หากถูกโจมตีรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง อิงข้อมูล OECD (2026)
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงมากสุดในการถูกโจมตีทางไซเบอร์คือผู้ประกอบการ SMES เพราะไม่มีงบประมาณ ไม่มีบุคคลกรที่พร้อมมากพอในการป้องกันการถูกโจมตี และไม่มีระบบการป้องกันการโจมตี อีกทั้งสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ตัวเร่งความเสี่ยงการโจมตีทางไซเบอร์ในไทยและอาเซียน
ปัจจุบันการโจมตีทางไซเบอร์ที่เป็นปัญหาสำคัญของไทยและอาเซียนคือ การหลอกลวงและโจรกรรมทางการเงิน (Phishing และ Online Scams) โดยเฉพาะเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุน และการหลอกให้โอนเงิน ซึ่งสร้างความเสียหายโดยตรงต่อประชาชนและธุรกิจ แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มซับซ้อนขึ้น ไทยและอาเซียนอาจเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่หลากหลายและรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียกค่าไถ่ข้อมูล (Ransomware) การโจมตีให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้ (DDoS) หรือการบุกรุกและควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Cyber Sabotage) ดังที่พบกรณีศึกษาในยุโรปและประเทศอื่น
ความเสี่ยงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจอาเซียนอย่างน้อย 3 ด้าน 1.ความเสี่ยงต่อระบบการเงินและการชำระเงิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับธุรกรรมดิจิทัลและการค้าระหว่างประเทศ 2.ความเสี่ยงต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากอาเซียนเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก หากระบบโรงงาน ท่าเรือ หรือโลจิสติกส์ถูกโจมตี อาจทำให้การผลิตและการส่งออกหยุดชะงัก และประ 3.ความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น พลังงาน โทรคมนาคม สาธารณสุข และระบบขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในวงกว้าง
7 ข้อเสนอรับมือการโจมตีทางไซเบอร์
แม้ว่าการโจมตีในไทยยังเป็นการหลอกเงินและขโมยข้อมูล แต่ในอนาคตไทยก็มีความเสี่ยงในรูปแบบการโจมตีทางไซเบอร์อื่นๆ จึงขอเสนอแนะดังนี้ 1.ป้องกันการโจมตีเรียกค่าไถ่ (Ransomware) โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐและธุรกิจสำคัญสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และจัดทำแผนฟื้นฟูระบบเมื่อถูกโจมตี 2.ยกระดับการป้องกัน DDoS โดยเฉพาะระบบธนาคาร การชำระเงินออนไลน์ เว็บไซต์หน่วยงานรัฐ และบริการดิจิทัลที่ประชาชนใช้งานจำนวนมาก 3.เพิ่มความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา การบิน โรงพยาบาล โรงงานอาหาร และระบบโลจิสติกส์ เพื่อป้องกันการโจมตีที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก 4.สนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี เงินสนับสนุน หรือบริการตรวจสอบความปลอดภัยไซเบอร์ในต้นทุนต่ำ
5.เพิ่มงบประมาณและบุคลากรด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบช่องโหว่ และการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีที่ล้าสมัย 6.ขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์กับอาเซียนและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคาม ติดตามเครือข่ายอาชญากรรม และรับมือการโจมตีข้ามพรมแดน 7.เตรียมรับมือ Hybrid Warfare โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานเศรษฐกิจ และภาคเอกชน เพื่อรับมือภัยคุกคามที่ผสมผสานการโจมตีไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม และการบิดเบือนข้อมูล



