หน้าแรก เศรษฐกิจ เสียงก้อง-เบื...

เสียงก้อง-เบื้องลึก ‘ต่างด้าว’แห่กลับ

6.07.17 | 14:14 น.

สร้างผลกระทบอย่างมาก กับ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 หรือกฎหมายแรงงานต่างด้าว หลังจากที่ได้ประกาศใช้ออกมา ทำให้แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน พม่า และกัมพูชา หวาดกลัวจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายใหม่ จนหนีกลับประเทศกันหลายหมื่นคน สร้างผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานเหล่านี้เป็นหลัก

ล่าสุด สร้างความผ่อนคลายและลดผลกระทบลงได้มาก หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ผ่อนปรนการบังคับใช้ มาตรา 101 มาตรา 102 มาตรา 119 และมาตรา 122 ออกไปให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ปัญหาแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยมีมานานแล้ว การแก้ปัญหาของรัฐบาลอาจขาดความต่อเนื่อง

ผู้ประกอบการในจังหวัดระนองที่มีแรงงานชาวพม่าจำนวนมาก ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

โดย นายยรรยงค์ น้ำผุด เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง ระบุว่า การดำเนินนโยบายและการแก้ปัญหาของภาครัฐในห้วงเวลาย้อนหลังเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มองไปในอนาคตในการรองรับปัญหา จนก่อให้เกิดปัญหา

Advertisement

และสุดท้ายก็ไปตกอยู่กับผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิด เช่น การพิสูจน์สัญชาติและทำหนังสือเดินทางชั่วคราวในปี 2553 ส่งผลให้แรงงานเริ่มไหลเข้าสู่หัวเมืองชั้นใน อันเกิดจากการไม่มีมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานของรัฐ รวมถึงแรงงานสามารถไปขออนุญาตทำงานกับนายจ้างใหม่ในจังหวัดอื่นได้อีก ทั้งที่มีการขึ้นทะเบียนกับนายจ้างที่จังหวัดระนองไว้แล้ว ซึ่งตามกฎหมายแล้วไม่สามารถทำได้

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่จังหวัดระนอง

“ระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต่างๆ มีความพยายามและตั้งใจจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องแรงงานต่างด้าว แต่การดำเนินนโยบายของรัฐที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่มองไปในอนาคตเพื่อรองรับปัญหา ได้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานให้กลายเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งความไม่ต่อเนื่อง ความยุ่งยาก รวมถึงการติดขัดในข้อกฎหมายต่างๆ เมื่อมองย้อนกลับไปก็กลายเป็นว่าผู้ประกอบการใช้แรงงานผิดกฎหมายทั้งๆ ที่อยากจะทำให้ถูกต้องแต่ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องŽ”

ขณะที่ นางผเยือรัตน์ รัตนงพิสัตย์ หรือ”เจ๊เบิร์ด”Ž ผู้ประกอบกิจการแปรรูปแมงกะพรุนส่งออกรายใหญ่ของระนอง มองว่า ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของกฎหมายแรงงานต่างด้าวคือ การไม่สามารถนำแรงงานออกไปทำงานนอกสถานที่ที่จดทะเบียนได้ เช่น จดทะเบียนไว้ที่โรงงาน แต่เมื่อจะออกไปรับซื้อวัตถุดิบตามแพปลาหรือสถานที่ต่างๆ ก็ไม่สามารถนำแรงงานออกไปช่วยงานได้ เพราะต้องทำการขึ้นทะเบียนสถานประกอบการเพิ่มเติม

ขณะที่แพปลาหรือสถานที่ที่ต้องไปรับซื้อวัตถุดิบคือแมงกะพรุนมีเป็นสิบเป็นร้อยแห่ง หรือบางแห่งเจ้าของสถานที่ก็ไม่ยินยอมให้นำเอกสารของเขาไปทำการขึ้นทะเบียน หรือในบางครั้งที่มีการออกกฎหมายหรือข้อบังคับใหม่ ทางเจ้าหน้าที่ควรจะมีข้อแนะนำหรือตั้งโต๊ะให้คำแนะนำที่ชัดเจน ก่อนที่จะออกทำการตรวจจับ เพราะตนผลิตสินค้าส่งออกต่างประเทศ ก็ต้องการจะทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมายและถูกต้องอยู่แล้ว

จากมุมมองและข้อคิดเห็นของ 2 ผู้ประกอบการ น่าจะสะท้อนถึงนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง การไม่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการของภาครัฐ รวมถึงความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายที่สูง ที่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย

ในขณะที่ นายสมหวัง ถุงสุวรรณ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนถึงผลกระทบจาก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ ที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมว่า ภาพรวมมองไปที่รัฐบาลใช้อำนาจในการออกกฎหมาย เพื่อบังคับใช้อย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผลกระทบโดยตรงกับกฎหมายนั้น มีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดเพื่อร่างกฎหมายน้อยมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้านด้วย

เพราะว่าการจะออกกฎหมายจะต้องมีการศึกษาอย่างละเอียด ถึงความเป็นไปได้ การยอมรับของพลเมืองและทุกภาคส่วน รวมถึงผลกระทบอย่างรอบด้านและทุกมิติ มิใช่รีบร้อนเร่งออกกฎหมายหรือระเบียบใดๆ มาอย่างรวดเร็ว และพอเกิดผลกระทบมากมาย จนนำไปสู่การปฏิบัติจริงไม่ได้ แล้วมาใช้อำนาจมาตรา 44 ยกเว้นหรือผ่อนผันนั้น จะเป็นการสร้างความตื่นตระหนก ตกใจ และทำลายความเชื่อมั่นในหลายด้าน

“กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง รัฐบาลยิ่งควรต้องรอบคอบรัดกุม มากกว่านี้ เพราะเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีผลกระทบมากมายหลายด้าน หากนักลงทุนตื่นตระหนกไปด้วย จะเกิดผลเสีย เช่นตลาดหุ้นตก หรือชะลอการลงทุนได้ ส่วนตัวก็เห็นใจรัฐบาลเช่นกัน เพราะเรื่องแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องระหว่างประเทศ เราถูกกดดันมา ทำให้รัฐบาลเร่งหาทางออกแบบŽ”นายสมหวัง กล่าว

เช่นเดียวกับ นายไพสิทธิ์ ปิติทรงสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ที่เห็นว่าผลกระทบจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ยังไม่มีผลมากนัก เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมา มีการทำสัญญาเอ็มโอยูร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การจ้างแรงงานต่างด้าวมีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเกือบ 100% แต่จะมีปัญหาเฉพาะสถานประกอบการขนาดเล็ก หรือธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีการจ้างแรงงานคนน้อย ประมาณ 10-20 คน ซึ่งอาจจะยังไม่มีการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวบางคนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ด้านพื้นที่่จังหวัดสมุทรสาครที่มีแรงงานชาวพม่ามากที่สุดในประเทศไทยนั้น นายชัชวาลย์ เกตุแก้ว ที่ปรึกษาสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทยจำกัด และผู้ส่งออกกล้วยไม้ จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า หลังจากที่ คสช.ได้ประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อผ่อนปรนการบังคับใช้สามารถช่วยผ่อนปรนความตึงเครียดแก่ผู้ใช้แรงงานต่างด้าวได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ประกอบการตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง รวมถึงเกษตรกร และผู้ที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าวในทุกอาชีพ มีระยะเวลาในการหายใจมากยิ่งขึ้น

ฉะนั้น หลังจากนี้ชาวสวนกล้วยไม้และผู้ประกอบการทุกคนจะต้องนำต่างด้าวที่มีอยู่ไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายให้เร็วที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ยังมีการติดขัดอยู่บ้างในเรื่องของขั้นตอนการปฏิบัติที่ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งรัฐเองก็คงต้องลงมาช่วยอำนวยความสะดวก หรือสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการรายเล็กๆที่ไม่เข้าใจในเรื่องของการขออนุญาตการใช้แรงงาน รวมถึงเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ใน
การยื่นขออนุญาตใช้แรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ประเด็นที่สำคัญในภาคเกษตรกรรมนั้นก็คือ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพหลักของประเทศ รัฐควรที่จะมีการพิจารณาออกกฎหมายการใช้แรงงานที่เป็นเฉพาะการสำหรับภาคเกษตรกรรมอย่างเดียว โดยแยกออกจากภาคประมง และภาคอุตสาหกรรมให้ชัดเจน

จะช่วยทำให้อาชีพเกษตรกรรมของคนไทยนั้นยั่งยืนได้ ส่วนการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาตามระบบเอ็มโอยูนั้น ในภาคการเกษตรจะพบว่ามีปัญหา เรื่องของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เพราะผู้ประกอบการภาคการเกษตร สำหรับเกษตรกรรายเล็กที่มีรายได้ไม่มากเหมือนภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นข้อจำกัดในเรื่องของการนำแรงงานต่างด้าวมาใช้ ซึ่งรัฐควรที่จะมีการลดเรื่องของรายจ่ายและขั้นตอนการขออนุญาตให้ง่ายสะดวกมากยิ่งขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อการใช้แรงงานในภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก

นี่คือเสียงสะท้อนถึงสภาพปัญหาแรงงานต่างด้าว ภายหลังประกาศใช้และผ่อนผัน พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว