หน้าแรก เศรษฐกิจ เวทีหลุมดำ..พ...

เวทีหลุมดำ..พลังงานไทย ประสานเสียงเร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 รองรับใช้ไฟพุ่งปรี๊ด

6.07.17 | 15:57 น.

นายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองแผนงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “หลุมดำ…พลังงานไทย” จัดโดยคณะนักศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่ 4 (วพม.4) สถาบันวิทยาการพลังงาน ว่า แหล่งสัมปทานทั้ง 2 แหล่งที่จะหมดอายุลงในปี 2565 เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญ ในแหล่งบงกชและเอราวัณ มีปริมาณก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 70-80% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยปกติผู้ผลิตจะมีการลงทุนเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มองว่าผู้ผลิตจะรักษาอัตราการผลิตไปจนถึงปี 2562 ผลผลิตจากทั้ง 2 แหล่งจึงน่าจะใกล้เคียงปัจจุบัน แต่คาดว่าผลผลิตในปี 2563 มีแนวโน้มลดลงจากการชะลอการลงทุนในช่วงใกล้จะหมดอายุสัมปทาน

“กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มองไว้ 2 แนวทางได้แก่ แบบคอนเซอร์เวทีฟ คาดว่าจะรักษาการผลิตให้อยู่ในระดับใกล้เคียงปัจจุบันไปอีกอย่างน้อย 2 ปี และคาดว่าในปี 2563 การผลิตจะลดลง และแบบมองโลกในแง่ดีคือ มีผู้ดำเนินการหรือรับสัมปทานสามารถรักษาระดับการผลิตให้กลับมาเท่าเดิม หรือประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แม้ว่าอัตราการผลิตจะเด้งกลับมาที่เดิมยาก แต่รัฐเองมองว่าจะสามารถรักษาอัตราการผลิตในระดับที่เหมาะสมได้”

นายศุภลักษณ์กล่าวว่า ส่วนแผนนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จะอิงกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี) ฉบับล่าสุด เพื่อรองรับกำลังการผลิตตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่วนประเด็นว่าควรจะเป็นผู้ผลิตรายเดิมหรือใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น มองว่าขึ้นอยู่กับมุมมอง หากเป็นผู้ผลิตรายเดิมก็จะมีความคล่องตัวกว่า ส่วนระบบแบ่งปันผลผลิตจะตอบโจทย์อนาคตที่รัฐจะได้ผลประโยชน์ในส่วนนี้ แต่เรื่องระบบสัญญาจ้างบริการเป็นเรื่องใหม่ ก็พยายามจะดำเนินการให้เหมาะสม ทั้งนี้ภายในไตรมาส 1/2561 คาดว่าจะได้ผู้ชนะการประมูลแหล่งก๊าซ

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปริมาณก๊าซที่จะรองรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมในอนาคตยังมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะมองว่าเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จะมาเร็วกว่าที่ทุกคนคาดไว้ รวมถึงปัจจัยรถไฟความเร็วสูงที่จะต้องชาร์จไฟฟ้า ดังนั้นแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในอีก 3-5 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จึงอยากถามว่ากำลังการผลิตและแผนรองรับในวันนี้เพียงพอแล้วหรือไม่

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ควรใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศมากกว่าการนำเข้า เพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่าและมองว่ารัฐควรเร่งรัดให้มีการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในไทยให้มากที่สุด และเร่งรัดการเกิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ด้วย เพราะในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าถ้าไทยไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซถึง 70-80% จากปัจจุบัน 60% จะส่งผลให้ประเทศขาดดุลการค้าในอนาคต โดยประเมินเบื้องต้นว่ารัฐจะต้องเสียค่านำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี เป็นเม็ดเงินประมาณแสนล้านบาทต่อปี

Advertisement