พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรณีนายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) และนายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดเสนอให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรา 44 หรือ ม.44 เพื่อลดอุปสรรคด้านกฎหมายในการบังคับใช้ยางในประเทศ โดยมีเป้าหมายใช้ยางในประเทศ 50% ภายใน 5 ปี ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องนำ ม.44 มาใช้ เพราะขณะนี้ทุกอย่างเดินหน้าและมีความก้าวหน้ามาเป็นลำดับแล้ว ซึ่งในวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 9 หน่วยงานได้ประชุมหารือถึงความต้องการใช้ยาง และเร่งรัดดำเนินการใช้ยางในหน่วยงานที่เสนอมาให้ทันภายปีงบประมาณ 2560 รวมทั้งต่อเนื่องไปยังปีงบประมาณ 2561
“การจัดซื้อจัดจ้างยังมีปริมาณยางที่ยังรองรับได้ จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมี ม.44 มาแก้ปัญหา ทั้งนี้ในส่วนการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศที่มอบหมายให้ กยท.ไปคุยกับสมาคมถุงมือยาง คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้านี้ ส่วนประเด็นที่มีบางฝ่ายเสนอให้นำยางพาราไปแลกอาวุธนั้น ถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน คงไม่ออกความคิดเห็น” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท.กล่าวว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2560 (1 ต.ค. 2559-30 ก.ย. 2560) สรุปว่ามีหน่วยงานราชการ 9 หน่วยงานได้ยื่นความจำนงที่จะใช้ยางพาราอย่างแน่นอน โดยข้อมูลล่าสุดจะใช้ยางภายในหน่วยงานซึ่งเป็นน้ำยางข้น 22,321 ตัน ยางแห้ง 2,952 ตัน รวมเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 16,925 ล้านบาท ขั้นตอนต่อไป กยท.จะประสานกับหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ โดยจะเร่งดำเนินการภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ สำหรับเรื่องงบประมาณจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ บางหน่วยงานใช้งบประมาณปกติที่ตั้งไว้ บางหน่วยงานใช้จากงบเหลือจ่าย และบางหน่วยงานต้องตั้งงบประมาณเพื่อขอจากงบกลาง แต่อย่างไรก็ตามจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 หากหน่วยงานที่ต้องของบกลางจะต้องทำเรื่องส่งให้สำนักงบประมาณภายในสัปดาห์นี้ ขณะนี้ในปี 2561 เบื้องต้นได้ตัวเลขปริมาณการใช้ยางจากทั้ง 5 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรุงเทพมหานคร รวมประมาณ 10,697.082 ตัน ทั้งนี้จะมีการเพิ่มปริมาณการใช้ยางโดยใช้จากงบประมาณปกติของแต่ละหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานจะมีการทบทวนโครงการและจะส่งเรื่องนำเสนอกลับมาภายในสัปดาห์หน้า
“รายการพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่แต่ละหน่วยงานจะนำมาใช้ มีทั้งสิ้น 23 รายการ โดยได้รับการรับรองเครื่องหมายมาตรฐาน มอก.แล้วทั้งสิ้น 22 รายการ ได้แก่ ถุงฝายยาง แผ่นรองคอสะพาน ยางกันชนท่าเรือ ท่อดูดน้ำและส่งน้ำ แผ่นยางกันซึม ยางคั่นรอยต่อพื้นคอนกรีต ยางขวางถนนจำกัดความเร็ว ยางแผ่นสำหรับปูบ่อน้ำ น้ำยางคอมพาวด์เคลือบผ้าปูสระกักเก็บน้ำ แผ่นยางรองรางรถไฟ แผ่นยางปูคอกปศุสัตว์ ยางปูพื้น ยางปูสนามฟุตซอล ยางปูพื้นลู่วิ่งลานกรีฑาระดับมาตรฐานสากล ยางปูพื้นลานกรีฑาระดับท้องถิ่น รองเท้าบู๊ตยาง ยางพื้นรองเท้า ถุงมือยาง ถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติ ฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำหมอน ฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำที่นอน และผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับ มอก. พร้อมมีราคากลาง จำนวน 1 รายการ คือ ถนนแอสฟัลต์ซีเมนต์ผสมยางพารา เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วได้หารือกับกรมบัญชีกลาง แม้ยังไม่มีราคากลางแต่สามารถใช้วิธีสืบราคา และสามารถกำหนดราคากลางเอง โดยไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ทันที ทั้งนี้ มีเพียงรายการเดียวที่ยังไม่มี มอก. คือ ถนนดินซีเมนต์ยางพารา” นายธีธัชกล่าว
นายธีธัชกล่าวว่า นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้สั่งการให้นำเรื่องถนนยางพาราดินซีเมนต์ไปศึกษาต่อในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำถนน เพราะในส่วนของถนนดินซีเมนต์ที่จะนำมาใช้ จะเป็นส่วนซัพเบทด้านล่างของชั้นถนน ไม่ใช่ชั้นผิวถนน เพราะฉะนั้นทุกผิวถนนสามารถใช้ยางนี้ไปทำเป็นซัพเบทได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางมากขึ้นจากเดิมที่เป็นถนนแอสฟัลต์ มีการใช้ยางพาราเพียง 5-8% แต่ถ้าทำเป็นถนนยางพาราดินซีเมนต์ สามารถเพิ่มได้ถึง 12 ตัน/กิโลเมตร(กม.) ทั้งนี้ กรมชลประทานได้มีการดำเนินการทดสอบแล้ว 6 เดือน สามารถใช้ยางพาราถึง 18 ตัน/กม. ซึ่งกรมชลประทานและกระทรวงกลาโหมได้แจ้งความประสงค์ที่จะดำเนินการรับมอบยางตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคมป็นต้นไป เพื่อที่จะนำไปใช้ในการดำเนินการโครงการของแต่ละหน่วยงาน เพราะฉะนั้นจากนี้เป็นการเริ่มต้นปฏิบัติจริงเป็นรูปธรรม
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลฯมีถนนอยู่ในความดูแลประมาณ 7,000 กม. เป็นถนนลาดยาง 3,074 กม. และได้ถ่ายโอนให้กรมทางหลวงชนบทท้องถิ่นไว้ประมาณ 4,000 กม. ในส่วนของถนนลาดยาง หากชำรุดจะต้องมีการซ่อมแซมโดยจะนำยางพาราในโครงการที่ กยท.ดำเนินการรวบรวมไว้ไปใช้ ส่วนอีกถนน คือ ถนนทางลูกรัง ประมาณ 1,800 กม. ซึ่งกรมชลประทานกำลังศึกษาวิจัยอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี โดยจะทราบผลการวิจัยเดือนตุลาคมนี้ หากจะนำผลการวิจัยไปขยายผล โดยการเอาดินลูกรังที่ผสมปูนซีเมนต์และน้ำยางข้นบดอัดลงไป ซึ่งใช้น้ำยางพาราประมาณ 18 ตัน/กม. จะเป็นการช่วยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้ โดยเบื้องต้นจะรับมอบยางจาก กยท.ประมาณ 100 ตัน

