หน้าแรก เศรษฐกิจ กสทช.ผงะ!!! พ...

กสทช.ผงะ!!! พบเว็บผิดกฎหมายค้างกว่า2,000 ด้านเฟซบุ๊ก-ยูทูบ ให้ร่วมมือปิดแต่ต้องมีหมายศาล

14.07.17 | 15:59 น.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบและระงับการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ว่า รายงานตรวจสอบผลการระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมตามคำสั่งศาล ล่าสุดช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม – 9 กรกฎาคม 2560 พบว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกปิดตามคำสั่งศาล มีจำนวนลดลงอย่างมาก โดยเพจในเฟซบุ๊กที่มีคำสั่งศาล 1,471 URL มีการดำเนินการปิดแล้ว 156 URL ส่วนเพจในยูทูปทีมีคำสั่งศาล 622 URL แต่ปิดแค่ 9 URL เท่านั้น โดยเมื่อทำการตรวจสอบจากสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย (สมาคมไอเอสพี) พบว่า คำสั่งศาลจำนวนดังกล่าว สมาคมไอเอสพีไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการแจ้งต่อผู้ให้บริการแพลทฟอร์มต่างๆ แต่เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ที่ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เป็นผู้ดำเนินการส่งคำสั่งศาล ไปยังเฟซบุ๊กและยูทูบโดยตรง จึงทำให้ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย ไม่ได้รับคำสั่งศาล ไม่เหมือนกับที่กสทช. ประสานให้สมาคมไอเอสพีส่งให้ ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยมีกรณีที่ กสทช. แจ้งต่อโดยตรงไอเอสพี เพื่อให้ไอเอสพีไปแจ้งต่อยังผู้ให้บริการ ผลปรากฎว่าสามารถปิดลงได้เกือบทั้งหมด

“ที่ผ่านมาทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบเขาให้ความร่วมมือดี เพียงแต่ต้องมีหมายศาล ที่ผ่านมาก็ปิดได้เกือบหมด เพราะเราส่งหมายศาลให้สมาคมไอเอสพี ช่วยดำเนินการประสานให้ แต่คราวนี้ไม่รู้เป็นเพราะอะไร พอกระทรวงดีอีทำเอง แต่ทางเฟซบุ๊กกับยูทูบบอกว่าไม่ได้คำสั่งศาล ”

นายฐากร กล่าวอีกว่า สำนักงาน กสทช. จึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา หากกระทรวงดีอี และปอท. ส่งสำเนาคำสั่งศาลไปยังเฟซบุ๊กและยูทูบแล้วให้ส่งสำเนาคำสั่งศาลมายังกสทช. เพื่อให้ กสทช. ช่วยส่งต่อเรื่องให้สมาคมไอเอสพี ช่วยดำเนินการประสานกับเฟซบุ๊กและยูทูบอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่ง กสทช. ได้ขอให้กระทรวงดีอีและปอท.ส่งคำสั่งศาลที่มีล่าสุด มาที่สำนักงาน กสทช. ภายในวันที่ 17 กรกฎาคมจากนั้น กสทช. จะเชิญจะสมาคมไอเอสพี และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศ (ไอไอจี) มาร่วมประชุมและรับคำสั่งศาลที่ กสทช. ในวันที่ 18 กรกฎาคม ทั้งนี้ เชื่อว่าด้วยการดำเนินการประสานทั้งสองทางจะช่วยให้การระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมมีประสิทธิภาพมากขึ้น