นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้หารือเรื่องบ้านประชารัฐกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีอยากให้มีการปรับแก้ในบางประเด็น เพื่อให้เป็นประชารัฐมากขึ้นเมื่อรัฐรวมถึงธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีความช่วยเหลือให้แล้ว ภาคเอกชนต้องช่วยอะไรบ้าง เพราะเท่าที่ดูภาคเอกชนยังไม่ค่อยให้อะไรเลย
“ภาคเอกชนเสนอขอเรื่องภาษี ตรงนี้คงให้ไม่ได้ เพราะมองว่าเอกชนได้ประโยชน์จากการขายบ้านแล้ว และเขาได้เปรียบอยู่แล้ว ดังนั้น ควรต้องให้อะไรเพิ่มเติมกลับมา จากที่เสนอมาบ้าง ส่วนราคาที่เอกชนขอขยายคอนโดมิเนียม 7 แสนบาท กับบ้านราคา 1.5 ล้านบาทนั้น ตรงนี้ไม่ขัดข้อง และกำลังเร่งสรุปเพื่อเสนอไปยังรัฐมนตรีอีกรอบ แต่คิดว่าไม่น่าทันเข้า ครม. 8 มีนาคมนี้” นายสมชัยกล่าว
นายสมชัยกล่าวว่า โครงการนี้กำหนดวงเงินกู้ไว้ 7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สินเชื่อสำหรับประชาชนที่จะกู้ซื้อบ้านวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท มี 2 ธนาคารที่รับผิดชอบคือ ธนาคารออมสิน และ ธอส. และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่จะกู้ไปทำโครงการประชารัฐอีก 3 หมื่นล้านบาท มี 3 ธนาคารที่รับผิดชอบคือ กรุงไทย ออมสิน และ ธอส. ซึ่งจะปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% ให้กับประชาชน เพื่อลดภาระการผ่อนช่วงแรกให้ต่ำที่สุด เพื่อคนจนสามารถผ่อนได้ แต่จะไม่ต่ำจนทำให้ธนาคารมีปัญหา เนื่องจากรัฐจะไม่เข้าไปอุดหนุน หรือชดเชยดอกเบี้ยให้ ธนาคารทั้ง 3 แห่งต้องรับผิดชอบการดำเนินการเอง
นายฉัตรชัย ศิริไล รองกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า เบื้องต้นธนาคารเตรียมวงเงินปล่อยสินเชื่อในโครงการบ้านประชารัฐไว้ 2 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ในปีแรก ขณะที่ธนาคารออมสินก็เตรียมสินเชื่อไว้สำหรับโครงการนี้อีก 2 หมื่นล้านบาทเช่นกัน คาดว่ากระทรวงการคลังจะสรุปรายละเอียดและนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในเดือนมีนาคมนี้
“เดิมขอซอฟต์โลนกับออมสินวงเงิน 3-5 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะได้หรือไม่ เบื้องต้นธนาคารก็จะใช้เงินของธนาคารดำเนินงานไปก่อน โดยที่รัฐบาลไม่ต้องชดเชย แต่แยกออกมาเป็นบัญชีสินเชื่อตามนโยบายภาครัฐหรือพีเอสเอ” นายฉัตรชัยกล่าว
ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า รูปแบบโครงการบ้านประชารัฐในระยะแรก จะนำสินทรัพย์รอการขายของบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (แซม) และบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (แบม) รวม 3,000 ยูนิต และสินทรัพย์ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ราคาไม่เกิน 7 แสนบาทต่อยูนิต เข้าเปิดขายให้กับผู้มีรายได้น้อย อัตราดอกเบี้ยต่ำ ค่าผ่อนถูกมากประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน
“โจทย์ของโครงการนี้คือ ให้ผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมีบ้าน เข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะปัจจุบันคนกลุ่มนี้ อยากมีบ้านแต่เข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ เพราะรายได้ไม่ถึง แต่เราก็จะมีสินเชื่อให้ พร้อมจัดหาบ้าน ที่อยู่ราคาต่ำมาขายให้ โดยเดิมคิดว่าจะเป็นการสร้างใหม่ แต่ใช้เวลานาน จึงปรับเป็นนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งของแบมและแซมมาเปิดขายให้ประชาชน โดยที่ค่าธรรมเนียมการโอนต่างๆ รัฐบาลออกให้หมด” นายกฤษฎากล่าว
