‘บิ๊กฉัตร’บินถก’รมว.เกษตรฯอิสราเอล’เตรียมนำเทคโนโลยีทะเลทรายสู้แล้งปรับใช้ในไทย

19.07.17 | 15:42 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือและลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลอิสราเอล ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกับนายยูริ แอเรียล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทแห่งรัฐอิสราเอล ณ เมืองเยรูซาเลม รัฐอิสราเอล ว่า ในการลงนามครั้งนี้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจะต้องตั้งคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร และจัดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรที่ทั้งสองฝ่ายสนใจภายใต้ความตกลง ทั้งด้านการเกษตร พืช ปศุสัตว์ ประมง การพัฒนาด้านชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาด้านสหกรณ์ ความร่วมมือด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช การเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศในภาคการเกษตร และการแปรสภาพเป็นทะเลทราย

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังจะร่วมมือสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการเกษตรและระบบชลประทาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการเกษตรและชลประทานจากอิสราเอลที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในภาคการเกษตร ทั้งระบบน้ำหยดบนผิวดิน แบบฝังใต้ดิน และแบบฉีดฝอย เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และใช้หมุนเวียน เทคโนโลยีการผลิตน้ำจืดจากน้ำเค็ม และเทคโนโลยีเครื่องจักรกลด้านการเกษตรที่ฝ่ายไทยมีความสนใจเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่แห้งแล้งและไม่มีน้ำบนผิวดิน ซึ่งคล้ายคลึงกับอิสราเอล โดยมีแนวทางความร่วมมือระหว่างกันใน 3 แนวทางหลัก คือ 1.การใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะเทคโนโลยีระบบชลประทานประหยัดน้ำ เพื่อนำไปขยายผลผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) 882 ศูนย์ และศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศ 2.ให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการเลือกการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เครื่องมือ และเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ ที่จะเชื่อมโยงและนำมาพัฒนาแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก(อกริ-แมป) 3.กำหนดแผนงาน พื้นที่ดำเนินการในไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญอิสราเอลให้คำแนะนำ ซึ่งฝ่ายไทยได้มอบหมายให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักที่ประสานงานกับทางอิสราเอลต่อไป

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า นอกจากการหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังเจรจาแลกเปลี่ยนเปิดตลาดสินค้าเกษตร รวมถึงการอำนวยความสะดวกเพื่อลดปัญหาอุปสรรคการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน เพื่อขยายการค้าสินค้าเกษตรกันมากขึ้นในอนาคต จากปัจจุบันอิสราเอลเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรกับไทยอันดับที่ 48 ซึ่งในปี 2559 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันเป็นจำนวน 5,542 ล้านบาท โดยมีอัตราการค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.62 ต่อปี โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอิสราเอลมาโดยตลอด รวมถึงได้หารือกับหน่วยงานต่างๆ ของอิสราเอล เช่น ศูนย์วิจัยการเกษตร กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท (เออาโอ) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จในการวิจัยทางการเกษตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้มีการหารือในการแลกเปลี่ยนงานวิจัยระหว่างกัน โดยเฉพาะเรื่องงานวิจัยด้านพันธุ์พืช การเก็บรักษาผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว