นายเฉลิมพงษ์ คงเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) เปิดเผยในงานเสวนา “จับตาเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง กระเตื้องหรือซึมยาว” ว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มกระเตื้องกว่าครึ่งปีแรก คาดว่าจีดีพีทั้งปีนี้ขยายตัว 3.5-3.6% จากส่งออกขยายตัว 5.2% ลงทุนภาครัฐขยายตัว 11.31% ลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.2% การบริโภคขยายตัว 3.7-3.8% และจำนวนนักท่องเที่ยว 34.5 ล้านคน
“การบริโภคและการลงทุนรัฐตัวเลขไตรมาสแรกยังต่ำ ดังนั้นหากไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลวางไว้ อาจส่งผลให้จีดีพีขยายตัวลดลงเหลือ 3.4% ถือเป็นความเสี่ยงต้องติดตาม รวมถึงต้องตามทิศทางบาทแข็งค่า ที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่ออยู่ระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจทำให้การเติบโตเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เรื่องแรงงานต่างด้าวที่ตื่นตระหนกเดินกลับประเทศ อาจส่งผลต่อการผลิตช่วงแรก คงต้องรอดูภาพรวมและผลกระทบอีกระยะหนึ่ง รวมถึงติดตามว่าแรงงานต่างด้าวจะกลับเข้ามาทำงานในไทยมากน้อยเพียงใด ”
นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวว่า เอดีบีมองเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 3.5% และขยายตัวต่อเนื่องถึงปีหน้า ปัจจัยหนุนคือการลงทุนภาครัฐช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนการลงทุนเอกชนเริ่มพลิกฟื้น แต่ยังไม่แรงนัก เพราะยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่ในหลายอุตสาหกรรม ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เอกชนลงทุนในระยะปานกลาง คือโครงการภาครัฐ เช่น นโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) นโยบายประเทศไทย 4.0 ส่วนปัจจัยต่างประเทศต้องติดตามคือนโยบายกีดกันทางการค้าโลก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐ
ส่วนเรื่องแรงงานต่างด้าว ควรมองระยะยาว เพราะทุกวันนี้ไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว พ.ร.บ.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด่าว พ.ศ. 2560 นั้นแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่ง และมองว่าไม่กระทบต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง แต่ระยะยาวหากไม่ปรับโครงสร้างด้านอื่นรองรับ ปัญหาแรงงานต่างด้าวจะกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกไทยจะซึมไปอีกสิบปี หากยังไม่ปรับโครงสร้างซึ่งที่ผ่านมาไทยสูญเสียศักยภาพการแข่งขัน ส่วนปัจจัยราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับตลาดโลก ซึ่งเงินบาทแข็งหรืออ่อน มีอำนาจการต่อรองและศักยภาพการเจรจาการค้าช่วงอัตราอ่อนค่าหรือแข็งค่า โดยไทยไม่สามารถเจรจาเพิ่มราคาขายได้ ส่วนตัวเลขการส่งออกที่เห็นขึ้นลงเป็นเพียงจิตวิทยา แต่ความจริงคือศักยภาพการแข่งขันมีอยู่แล้ว

