เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ(ท.ท.ช.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ซึ่ง พล.อ.ธนะศักดิ์ หรือ “บิ๊กเจี๊ยบ” เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบประกาศให้ปี 2561 เป็นปีอเมซิ่ง ไทยแลนด์ ทัวริซึ่ม เยียร์ กำหนดเริ่มต้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560-1 มกราคม 2562 โดยจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและให้ความร่วมมือกับแผนงานต่างๆ ที่จะมีความเชื่อมโยงกับหลายๆ กระทรวง
พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า แผนงานดังกล่าวไม่จำเป็นต้องของบประมาณเพิ่มเติม จะใช้งบบูรณาการระหว่างกระทรวงที่มีอยู่ราว 7,000 ล้านบาท ส่วนที่เริ่มโครงการตั้งแต่ปลายปีนี้ เพราะต้องการให้ครอบคลุมมหกรรมใหญ่ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ แอร์เรซวัน พิธีสวนสนามทางเรือ 50 ประเทศ ที่ จ.ชลบุรี รวมถึงการเปิดตัวมิชลิน ไกด์บุ๊ก ฉบับกรุงเทพฯ ช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้
“ตลอดปี 2561 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมใหญ่ๆ เป็นจำนวนมาก จะเป็นการโปรโมตด้านการท่องเที่ยวของไทยให้ต่างชาติรับรู้มากยิ่งขึ้น ทั้งในระดับโลกที่ไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพสำเร็จแล้ว ได้แก่ โมโตจีพี ที่ จ.บุรีรัมย์ ทุกเดือนตุลาคม ตลอดระยะเวลา 5 ปี จะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการกระจายรายได้ลงสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังจะบูรณาการเทศกาลด้านวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว อาทิ ลอยกระทง และสงกรานต์ ให้มีชื่อเสียงมากขึ้น ผสมผสานไปกับงานมหกรรมต่างๆ”
พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า จะเสนอ ครม.พิจารณาการจัดทำดัชนีชี้วัดเรื่องการกระจายรายได้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืนด้วย โดยทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นจะต้องเกิดการขับเคลื่อนทำให้พื้นที่ได้ประโยชน์เป็นเม็ดเงินจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชัดเจน เช่น ในทุก 100 บาทของการใช้จ่ายจะทำให้เกิดการหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจรากหญ้าไปอย่างไรบ้าง ใช้จ่ายในส่วนไหนกี่บาท เป็นต้น โดยการทำครั้งนี้จะเป็นปีแรก ก่อนจะใช้เป็นฐานพัฒนาว่าจะสามารถสร้างรายได้ท่องเที่ยวเติบโตในปีต่อไปได้อย่างไร
พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า มั่นใจว่าปี 2560 และปี 2561 จะสามารถสร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่าเดิม โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ตั้งเป้ารายได้ในระดับที่ 8% “แต่หากเป็นเป้าหมายในใจของผม การเติบโต 10% ก็มีความเป็นไปได้” พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าว และว่า แต่ในส่วนการสร้างรายได้จะเป็นเท่าใดนั้น ขอให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน มั่นคงก็พอ ส่วนที่สภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลก(ดับเบิลยูทีซีซี) ประเมินว่าจีดีพีท่องเที่ยวไทยอยู่ระดับ 20.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ทั้งประเทศนั้น ก็เป็นเรื่องของต่างประเทศ แต่ได้สั่งการลงไปยังหน่วยงานในสังกัดทั้งหมดว่า ไม่จำเป็นต้องระบุรายได้เป้าหมายเป็นเม็ดเงินแต่อย่างใด
“ตอนนี้เรามีเป้าหมายในใจคือ ต้องไม่น้อยกว่าเดิม และโตไปตามสัดส่วน ที่สำคัญคือต้องรักษามาตรฐานเดิมไว้ เช่น มาสเตอร์การ์ด จัดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด ก็ต้องทำได้อีกในปีต่อไป เป้าหมายของเรา คือ คน ความมั่นคง ความยั่งยืน แต่ไม่ใช่ได้เงินเท่านั้นเท่านี้ หากเอาของเราไปบริหารแบบเศรษฐกิจก็เจ๊ง เราเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เราต้องคิดแบบของเรา และเราก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งรายได้ปี 2561 เป็นเท่าใดอย่าเพิ่งกังวล เอาปีนี้ให้แน่ก่อนว่าได้เท่าไร เรามั่นใจว่าได้เกินเป้า แต่ไม่บอกเป็นตัวเลข เราพยายามหัดให้ทุกคนเข้าใจว่า นี่คือชื่อเสียง ซึ่งชื่อเสียงคือการวัดค่าไม่ได้ แต่วิธีการทำของเราคือ ทำให้จีดีพีโตขึ้น ในส่วนของผมอยากให้ท่องเที่ยวสร้างชื่อเสียง รอยยิ้ม ให้คนรู้จักวัฒนธรรม มากกว่าให้ไปเทียบว่าทำได้กี่เปอร์เซ็นต์”
พล.อ.ธนะศักดิ์กล่าวว่า จีดีพีจะได้เท่าไรน่าจะปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวจะไปช่วยเกื้อกูลมากกว่า เพราะไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจทั้งหมด เป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ฉะนั้น การท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน คือการเป็นโลกสวย ที่คนอยากมาและกลับไปพูด ถึงจะมาน้อย แต่กลับไปชมแล้วมาอีก ถือว่าประสบความสำเร็จ “ใครที่มาตั้งว่าท่องเที่ยวเป็นเสาหลัก เขามาตั้ง แต่ผมไม่ได้ตั้ง ระบบเศรษฐกิจก็เป็นระบบเศรษฐกิจ แต่ผมเป็นการท่องเที่ยว เขาจะให้ผมมาเป็นเสาหลักไม่ได้ และถ้าตั้งผมเป็นเสาหลัก ผมก็ต้องไปขัดกับคนอื่น งานผมเกื้อกูลกับทุกคน เกื้อกูลต่อสังคม เศรษฐกิจ การค้า การต่างประเทศ จะมาบอกว่ารายได้ท่องเที่ยวต้องเป็นจีดีพีเท่านั้นเท่านี้ มันไม่ใช่”

