หน้าแรก เศรษฐกิจ ซีเอ็มดีเอฟอื...

ซีเอ็มดีเอฟอืด “ตลท.”เผยยังไม่สรุปวงเงินแต่มั่นใจปีนี้ตั้งได้แน่

2.08.17 | 14:03 น.

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนพัฒนาตลาดทุน (ซีเอ็มดีเอฟ) ว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินกองทุน เนื่องจากจะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันทางตลท.เองก็จะต้องพิจารณาแผนโครงการต่างๆ ประกอบด้วยว่าจะต้องใช้วงเงินเท่าใด และเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินและสามารถจัดตั้งกองทุนซีเอ็มดีเอฟได้ทันปีนี้แน่นอน

นางเกศรากล่าวว่า ส่วนความร่วมมือของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในการจัดตั้งและเปิดจำหน่ายกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทยในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 โดยพิจารณาจากการลงทุนในบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ซีจี) และได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย เป็นสัญญาณที่ดี เพราะกองทุนรับลูกแนวนโยบายที่ตลท.และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ส่งเสริมเรื่องธรรมาภิบาลมาโดยตลอด

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยว่า บลจ.ที่พร้อมเปิดจำหน่ายกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทยในเบื้องต้น มีจำนวน 11 บลจ. ประกอบด้วย บลจ.กรุงไทย บลจ.กรุงศรี บลจ.ทหารไทย บลจ.ทาลิส บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.บัวหลวง บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) บลจ.กสิกรไทย บลจ.เอ็มเอฟซี และบลจ.บางกอกแคปปิตอล โดยกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทยมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลท. ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ หรือตลาดรองอื่นๆ โดยในเบื้องต้นมีหลักทรัพย์ที่อยู่ในกลุ่ม (สต็อก ยูนิเวิร์ส) 123 หลักทรัพย์ โดยทุกบลจ.สามารถเลือกหุ้นที่จะลงทุนที่อยู่ในกลุ่มตามความชำนาญของบลจ. โดยจะนำรายได้ 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนที่ได้รับไปบริจาคให้กับหน่วยงานที่ส่งเสริมธรรมาภิบาลไทย และหน่วยงานที่ส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชั่น

นายไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจยังไปได้ดี จากปัจจัยการส่งออก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐรวมถึงการลงทุนในตลาดทุนและผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรเป็น 2 เท่าของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือเติบโตขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน