นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) พบว่า ลุ่มน้ำชี ปริมาณน้ำจากแม่น้ำชีตอนบนและลำน้ำพองที่ไหลมาบรรจบกับปริมาณน้ำที่ไหลมาจาก ลำปาวมีแนวโน้มลดลง โดยขณะนี้ยอดน้ำหลากกำลังเคลื่อนตัวผ่านแม่น้ำชีตอนล่างทำให้ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ E.18 อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด วัดได้ 1,129 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที มีน้ำล้นตลิ่ง 0.95 เมตร (ม.) ระดับน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนที่สถานีวัดน้ำ E.20A อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร วัดได้ 1,943 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง 1.05 ม. ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
นายทองเปลวกล่าวว่า ลุ่มน้ำมูล จากสถานการณ์น้ำแม่น้ำชีที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณน้ำที่สถานี M.182 อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ วัดได้ 949 ลบ.ม.ต่อวินาที ต่ำกว่าตลิ่ง 2.15 ม. มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวจะมีผลต่อเนื่องไปถึง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ M.7 มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,798 ลบ.ม.ต่อวินาที สูงกว่าความจุลำน้ำที่อยู่ระดับ 2,300 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับสูงกว่าตลิ่ง 0.83 ม. แนวโน้มระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดอยู่ในเกณฑ์ 3,000-3,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำจะสูงกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร ในวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบในพื้นที่เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี
นายทองเปลวกล่าวว่า สำหรับเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปัจจุบันพบว่ามีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากยังมีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบน จำเป็นต้องมีการพิจารณาปล่อยน้ำเพิ่ม เพื่อให้มีพื้นที่ว่างรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงเขื่อนในระยะต่อไป เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำเต็มเขื่อน ที่อาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้ ซึ่งจากการประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ลงความเห็นว่าควรให้เขื่อนลำปาวเพิ่มระบายน้ำผ่านอาคารระบายน้ำล้น จากเดิมที่ระบายวันละ 25 ล้าน ลบ.ม. เป็น 30 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งผลจากการระบายน้ำเพิ่ม จะทำให้พื้นที่ด้านท้ายเขื่อน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ยางตลาด กมลาไสย ฆ้องชัย และร่องคำ ได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 6 ประสานกับทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ ซึ่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมกับสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด

