แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะปักใจเชื่อว่าสงครามที่เป็นสงครามจริงๆ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับ เกาหลีเหนือ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริงๆ มากมายนัก
แต่ดูเหมือนธุรกิจหนึ่งคือ “หลุมหลบภัย” กำลังขายดี
นายรอน ฮับบาร์ด ประธานบริษัท แอทลาส เซอร์ไววอล เชลเตอร์ส แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิต หลุมหลบภัย ในเชิงพาณิชย์จัดจำหน่ายอยู่ในสหรัฐอเมริกาในหลายรูปแบบ ระบุว่า กิจการของบริษัทพุ่งขึ้นติดจรวดแบบนอกเหนือความคาดหมาย เพราะสามารถขายหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ของบริษัทได้ถึง 30 ชุด ทั่วประเทศในเวลาเพียงไม่กี่วัน

นายฮับบาร์ดให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ แคลิฟอร์เนีย ฟอกซ์ ในเครือฟอกซ์ นิวส์ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมว่า เฉพาะในวันเดียวนั้น บริษัทขายหลุมหลบภัยได้ถึง 7 ชุด เตรียมจัดส่งไปติดตั้งทั้งในนอร์ธแคโลไรนา, เทนเนสซี, เท็กซัส, โอกลาโฮมา, หลุยเซียนา, โอเรกอน, วอชิงตัน, แอริโซนา และแคลิฟอร์เนีย
ราคาของหลุมหลบภัยระบุว่า เริ่มต้นที่ 10,000 ดอลลาร์ หรือราว 340,000 บาท แต่ผู้ซื้อสามารถเลือกขนาดให้ใหญ่ขึ้น ตกแต่งอย่างดี มีพื้นที่ใช้สอยครบครัน เช่น ส่วนใช้สำหรับรักษาพยาบาล, ส่วนออกกำลังกาย และเป็นระบบหุ้มเกราะป้องกันนิวเคลียร์ทั้งหมด ราคาจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์ หรือกว่านั้น หรือเพิ่มขึ้นอีกราว 3.4 ล้านบาท เป็นอย่างต่ำ
แต่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงธุรกิจนี้ที่คึกคักไปกับเหตุการณ์ เพราะขึ้นชื่อว่าสงครามย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายทางเศรษฐกิจขึ้นตามมาไม่มากก็น้อย
ไม่เว้นแม้แต่ในกรณีที่เป็นเพียงแค่สงคราม “น้ำลาย” ระหว่าง โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีอเมริกัน กับ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ เหมือนเช่นในเวลานี้
ตลาดหลักทรัพย์ทั่้วโลกแกว่งตัววูบๆ วาบๆ ในแดนลบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของสงครามที่ว่านี้
เหตุผลหนึ่งที่นักสังเกตการณ์และนักวิเคราะห์ทั้งหลายเชื่อว่า ไม่น่าจะเกิดสงครามเกาหลีรอบสองขึ้น เพราะผลลัพธ์ของการทำศึกที่ว่านี้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกมากมายเหลือเกิน
มากเกินไปที่จะใช้ข้ออ้าง ไม่ว่าจะเป็นประการหนึ่งประการใดมาสร้างความชอบธรรมให้กับการเริ่มเปิดฉากสงครามได้

ทีมวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ของหลายๆ สำนักวิจัยเอกชน ยืนยันออกมาคล้ายๆ กันว่า การปะทะกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับเกาหลีเหนือ ไม่ว่าจะเป็นสงครามในรูปแบบธรรมดาๆ หรือเป็นสงครามนิวเคลียร์ จะก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทนทุกข์ทรมานในระดับ “หายนภัย” ขึ้นกับมนุษยชาติมหาศาล
ตัวอย่างเช่น รายงานวิเคราะห์ของ “แคปิตอล อีโคโนมิกส์” ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเมินไว้ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามที่ว่านี้ จะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา ซึ่งในที่สุดก็จะกลายเป็นการทำลายความเจริญรุ่งเรืองของเศรษฐกิจโลกโดยรวม
แกเรธ ลีเธอร์ กับ คริสตัล ตัน ประเมินดังกล่าวบนพื้นฐานของการศึกษาผลกระทบของสงครามที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่สงครามที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น กรณีสงครามกลางเมืองในซีเรีย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก หั่นตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของซีเรียลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์
แต่น่าสนใจที่งานวิจัยของนักวิชาการทั้งสอง พบว่าสงครามที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเรื่อยมา ก็คือ สงครามบนคาบสมุทรเกาหลีครั้งแรก ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1950-1953 (พ.ศ.2493-2496) สงครามหนนั้นทำให้ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตไป 1.2 ล้านคน จีดีพีของประเทศหดลงมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์
เพื่อจำลองผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีใต้ ในกรณีที่เกิดสงครามขึ้นอีกครั้ง นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองใช้ความเสียหายที่เกิดจากกรณีน้ำท่วมใหญ่ในไทยเมื่อปี 2554 เป็นพื้นฐานเปรียบเทียบ เพราะเชื่อว่าสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีครั้งใหม่ จะส่งผลทำให้อุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ “สะดุด” และ “เสียหาย” ในวงกว้างคล้ายๆ กับที่น้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นก่อให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมของไทย
ในไทย การผลิตในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนั้น ลดลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกันปีต่อปี จีดีพีหดตัววูบเดียวถึง 4 เปอร์เซ็นต์
แต่นักวิเคราะห์ทั้ง 2 เชื่อว่าระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในกรณีของเกาหลีใต้ จะสูงกว่ากรณีของไทยมากมายนัก เหตุผลเป็นเพราะเกาหลีใต้ส่งออกสินค้าที่เป็น “ผลผลิตขั้นกลาง” คือสินค้าที่จะนำไปใช้ผลิตสินค้าอื่นๆ มากกว่าไทยในเวลานั้นไม่น้อยกว่า 3 เท่าตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตจอแอลซีดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (40 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด) เป็นผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก (ส่วนแบ่งการตลาด 17 เปอร์เซ็นต์) แถมยังเป็นแหล่งผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์สำคัญ นอกเหนือจากเป็นที่ตั้งของ 3 บริษัทผู้ให้บริการอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย
ผลก็คือความขาดแคลนในหลายๆ ด้านจะเกิดขึ้นตามมาทันทีทันควันทั่วโลก ภาวะสะดุดที่ว่านี้จะยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าสงครามทำอะไรกับแหล่งผลิตสินค้าเหล่านั้นบ้าง
ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ หากต้องสร้างใหม่ทั้งหมด ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีถึงจะเริ่มการผลิตได้
ในกรณีของสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างของการไป “ทำสงครามในบ้านคนอื่น” นั้นมีให้เห็นหลายกรณี แต่ที่ถูกหยิบยกมา ก็คือการเข้าไปรบในสงครามคาบสมุทรเกาหลีครั้งแรก ซึ่งสหรัฐอเมริกาใช้เงินไปมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 4.2 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีของประเทศในเวลานั้น
หรือในกรณีของสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งหลังในปี 2546 กองทัพอเมริกันใช้เงินไปราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 5 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี 1 ปี
หนี้ภาครัฐของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 75 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีที่เป็นอันตรายอยู่แล้วในเวลานี้ไปอีกมหาศาลนัก
ส่วนวิเคราะห์การตลาดและเศรษฐกิจของไอเอชเอส มาร์คิท สรุปความเอาไว้น่าสนใจ ว่า เศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคเอเชีย และในระดับโลก จะได้รับผลกระทบสาหัส แม้ว่าจะไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นเลยก็ตาม
ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเกิดสภาพ “ช็อก” ครั้งใหญ่หลวงขึ้น นักลงทุนจะแห่แหนถอนการลงทุน โยกไปหาทองคำ, เงินดอลลาร์ และเงินฟรังก์สวิส
วิฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม และการฟื้่นฟูบูรณะเศรษฐกิจบนคาบสมุทรเกาหลีในกรณีที่เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น จำเป็นต้องดำเนินความพยายามภายใต้ความร่วมมือในระดับนานาชาติ นำโดยจีน, สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปเท่านั้นจึงจะประสบผล
ถึงอย่างนั้นก็ต้องใช้เวลานานไม่น้อยกว่า 10 ปี เพื่อสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีขึ้นมาใหม่
เท่ากับว่าสงครามมิได้ทำอะไรให้โลกนี้ดีขึ้นแต่อย่างใด

