หน้าแรก เศรษฐกิจ ประสานเสียงเช...

ประสานเสียงเชียร์ออกหวยออนไลน์ นักวิชาการแนะต้องรองรับตลาดอาเซียนด้วย

21.08.17 | 16:59 น.

ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จ.นนทบุรี ในงานเสวนา “ผ่า…พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล” นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ต้องยืดหยุ่น ไม่ใช่แก้เฉพาะหน้า เพราะต้องใช้ได้อีก 20-30 ปี ตามแนวโน้มในอนาคตเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก คนซื้อสลากที่เป็นกระดาษจะลดลงจนหมดไป และคนรุ่นใหม่นิยมในเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น นิยมใช้แอพพลิเคชั่น หากสำนักงานสลากไม่ปรับตัวในการออกผลิตภัณฑ์แอพพลิเคชั่น จะกลายเป็นภัยคุกคามของสำนักงานสลาก และเห็นว่าสลากแข่งขันกับหวยใต้ดินไม่ได้ เพราะมีคนซื้อที่ไม่ได้หวังถูกรางวัลเลข6ตัว แต่ต้องการถูกรางวัลเพียง 2-3 ตัว ซึ่งการออกล็อตโตจะช่วยกินส่วนแบ่งหวยใต้ดินได้ส่วนหนึ่ง ส่วนกรณีสำนักงานสลากจะรวมชุดสลากเองหรือไม่ นั้น สำนักงานสลากก็สามารถดำเนินการได้ เพราะทำตามความต้องการตลาดและต้องประเมินทางใดเกิดประโยชน์มากกว่ากัน ทั้งนี้ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ควรมองตลาดรวม ทั้งอาเซียน และ จีน

นายอำนวย กลิ่นอยู่ นายกสมาคมคนพิการผู้ค้าสลาก (ประเทศไทย) กล่าวว่า เดือนกันยายนนี้ จะจัดประชุมและระดมความคิดของผู้พิการทั่วประเทศอีกครั้ง เพื่อรวบรวมความเห็นต่อการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สลากฯ คาดว่าจะมีผู้พิการให้ความเห็นกว่า 200 คน สำหรับการเพิ่มปริมาณสลากและเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาสลากราคาแพงได้ เพราะความต้องการมีมากกว่าปริมาณซึ่ง 71 ล้านฉบับไม่เพียงพอ ที่สำคัญการแก้ปัญหาสลากต้องแก้แบบองค์รวม ไม่ใช่แค่เพิ่มบทลงโทษหรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเดียว

นายธนากร คมกฤส ผู้อำนวยการเครือข่ายรณรค์หยุดพนัน กล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพราะต้องปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์และความต้องการของตลาด แต่ควรสร้างเงื่อนไขหรือขั้นตอนให้ออกผลิตภัณฑ์ได้ไม่ง่าย และมองผลกระทบทางสังคม มีสถาบันที่เป็นกลางเข้ามาร่วมช่วยกลั่นกรอง

พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า หากสำนักงานสลากออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ คาดว่าจะดึงเงินในเกมและการพนันที่ไม่ถูกกฎหมายออกมาเข้าสู่ระบบได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีเงินจากการจำหน่ายสลากรวม 1.2 แสนล้านบาทต่อปี แต่ผลการศึกษาชี้ว่ามีเงินในการพนันนอกระบบประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี เชื่อว่าหากออกผลิตภัณฑ์ใหม่ จะสามารถดึงเงินเข้าสู่ระบบได้เพิ่มขึ้นประมาณ4 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือประมาณ10% ของ 4 แสนล้านบาท