วันที่ 23 สิงหาคม 2560 หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จัดสัมมนาเพื่อสังคม “รวมใจ…นำไทยยั่งยืน” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี “หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล” เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นประธานเปิดงานสัมมนา
หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล กล่าวว่า โลกในยุคปัจจุบัน นึกถึง Post – truth จึงเกิดความวุ่นวายและความไม่สงบทั่วทุกมุมโลก สาเหตุหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำ ทำให้ประชาชนรู้สึกถูกละทิ้ง จึงเกิดการใช้อารมณ์เป็นใหญ่ เรื่องความเหลื่อมล้ำเรามักคิดว่ารัฐและประชาชนจะต้องเป็นฝ่ายแก้ปัญหา แต่ที่จริงแล้ว เราทุกคนต้องลุกกันขึ้นมาช่วยกันทำ สังคมไม่ได้มีแค่รัฐและประชาชน ยังมีส่วนอื่นที่ทำให้สังคมดีขึ้นหรือเลวลง
“ปัจจุบันมีเอกชนเข้ามามีส่วนมากขึ้น มารับผิดชอบต่อสังคม ที่เรียกว่า CSR แต่การทำเพื่อโปรโมตสินค้า หรือเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อสังคม แต่เป็นการทำเพื่อตัวเอง ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม จะต้องเอาปัญหาของสังคมเป็นที่ตั้ง และเอาทรัพยากรของตนเข้ามาช่วยแก้ปัญหานั่นเอง
“ความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้ประชาชนถูกละทิ้ง มองข้าม มีโอกาสพื้นฐานไม่เท่ากัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เป็นหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น คนไทยมีประชากรกว่า 70 ล้าน เราทุกคนจึงต้องลุกขึ้นมาทำ ตามกำลังความสามารถ สังคมไม่ได้มีแค่รัฐกับประชาชน แต่มีกลุ่มธุรกิจมากมาย ที่เข้ามาทำให้สังคมทำให้ดีขึ้น หรือเลวลง ทุกที่มีโครงการ CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคม จึงเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ หรือทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัท แบบนั้นเรียกรับผิดชอบต่อตนเอง“ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดากล่าว

จากนั้นเป็นปาฐกถาพิเศษจาก ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ CSR ประชาคมโลก-ประชารัฐไทย กล่าวว่า 4 อย่างที่ง่าย ๆ ที่คนเราจะอยู่ด้วยกัน คือ 1.ความเข้าใจ ที่จะต้องมีการพูดจากัน พยายามทำความเข้าใจกัน 2.มีความจริงใจซึ่งกันและกัน 3.ความอดทน ซึ่งสำคัญมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม นโยบายที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ไม่มีที่ทำวันนี้แล้วพรุ่งนี้ได้ผล สิ่งที่เป็นความอดทนมันเป็นระยะยาว เป็นอะไรที่ยั่งยืน คำว่า sustainability คือการที่ต้องรักษาไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ไปจนถึงระยะยาวที่จะเกิดขึ้น 4.การรู้จักให้อภัย เราคิดต่างได้ แต่เราต้องมีส่วนร่วม อะไรที่คิดต่างกัน ก็ต้องยอมรับซึ่งกันและกันได้ เราต้องยอมรับในความคิดเห็นที่ต่างกันของคนอื่นด้วย
“แม้ประเทศจะผ่านปัญหามามากมาย แต่เรามี “เข็มทิศทางจริยธรรม” เราโชคดีที่มีหลักเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความรู้ แต่ที่ขาดคือ ความมีปรัชญาที่จะเดินไปทางไหน และใช้อย่างพอเพียงมากกว่า ตอนนี้โลกจะอยู่ได้ด้วยการพึ่งทรัพยากรของตัวเองมากที่สุด คือไม่ใช่แค่เอาปลาไปขายเอง แต่ต้องรู้จักตกปลาเอง ปลูกผักเอง เพราะการช่วยเหลือตัวเองได้เป็นเรื่องของโกลบอลพาร์ทเนอร์ชิพ สิ่งที่ผมอยากเรียนให้ทราบ เรามี 1.0-4.0 แต่อย่าให้คนมาบอกให้เราเชื่อว่าจะไปทางนั้น คนที่ทำอีคอมเมิร์ซและมีแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซดีตรงที่อยู่บ้านสามารถสั่งของได้ แต่ไม่ได้ทำให้ออมเงินมากขึ้น ตอนนี้ยักษ์ใหญ่ของโลก 5-6 แห่ง วันนี้มีอีเพย์เมนต์เข้ามา ต่อไปบทบาทธนาคารจะลดลง เนื่องจากมีปัญญาประดิษฐ์ แพลตฟอร์ม 4.0 ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ผมต้องการให้สังคมรู้จักออม ไม่ใช่สังคมรู้จักเพย์เมนต์อย่างเดียว
“ที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลพูด 4.0 ผมไม่ได้ต่อต้าน แถมเอาด้วย แต่ที่ห่วงคือ อย่าลืมว่าไทยถูกหลอกหลายครั้ง IMF เข้ามาสอนนู่นนี่ ผลคือเราล่มสลาย พอมี y2k ปี 2000 ยิ่งไปกันใหญ่ ลงทุนกันมโหฬาร นอกจากนั้นยังมีไปเชื่ออะไรที่ผิดๆ ไปเชื่อนักธนาคาร นักธุรกิจผิดๆ ไม่ได้ เราพึ่งระบบการเงินมากเกินไป สำหรับ 4.0 การไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ต้องระวังสะดุด เรามี 1.0 1.5 2.0 3.0 อยู่ในบ้านอยู่แล้ว วันหนึ่งข้างหน้าจะเป็นยุคของ e-commese, e-payment จะทำให้คนใช้จ่ายง่าย ผมอยากเห็นสังคมที่ออมเงิน เก็บเงิน ด้วยเช่นกัน” ดร.ศุภชัยกล่าว

ต่อมาเป็นปาฐกถา หัวข้อ “โครงสร้างของความยั่งยืน” โดย “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
“คงจะไม่ผิดหากจะกล่าวว่า กระแสสังคมในปัจจุบันโน้มเอียงไปในความเชื่อที่ว่า ธุรกิจที่ปราศจากซีเอสอาร์ไม่ใช่ธุรกิจที่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงเกิดเเนวคิดว่า การสร้างธุรกิจในปัจจุบันจะไม่สามารถมีพฤติกรรมอย่างเดิมคือการแสวงหากำไรอย่างเดียวได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การคำนึงถึงสังคมถือเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความงดงามของจิตใจแก่มวลมนุษยชาติ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ก่อนที่จะสรุปว่าธุรกิจแบบเดิมไม่ตอบโจทย์ ต้องไม่ลืมว่าธุรกิจที่แสวงหากำไรแบบเดิม คือตัวที่สร้างเศรษฐกิจ แต่ถ้าบอกว่าธุรกิจแบบใหม่ต้องมีกิจกรรมทางสังคมด้วย อาจจะเป็นการบิดเบือนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ต้องอย่าลืมว่าธุรกิจในระบบทุนนิยมที่แสวงหากำไรแบบเดิมก็สร้างประโยชน์ให้กับสังคมเช่นกัน เพราะกำไรของธุรกิจ ก็หมายถึงประโยชน์ของสังคมอย่างใดอย่างหนึ่ง
“สิ่งสำคัญที่ต้องระลึก คือการปรับปรุงระบบทุนนิยมต้องทำโดยความเข้าใจธรรมชาติของมันอย่างถ่องแท้ สำหรับตัวผมเองเข้าใจว่าสิ่งที่สังคมต้องการในขณะนี้ไม่ใช่ธุรกิจพันธุ์ใหม่ แต่เป็นโครงสร้างใหม่ ที่ทำให้เราอยู่ได้โดยไม่สร้างความเสียหายให้สิ่งเดิมที่เป็นอยู่ หัวใจของ SDGs คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน คือการพัฒนาที่สามารถแก้ปัญหาของคนยุคปัจจุบัน ในลักษณะที่จะไม่กระทบถึงความสามารถในการแก้ปัญหาของคนในอนาคต อย่างไรก็ตามในขณะที่โลกได้ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับเป้าหมายที่ต้องการไปถึง หากกล่าวถึงความยั่งยืนแล้ว สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า และอาจหาคำตอบร่วมกันยากกว่า คือวิธีการที่เราจะใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกทุกวันนี้ยังถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า ธุรกิจในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด หรือทุนนิยม ที่มุ่งแสวงหากำไรเป็นสำคัญนั้น จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในมิติความยั่งยืนได้จริงหรือไม่ เราจึงได้เริ่มเห็นความพยายามผลักดันแนวคิดเรื่อง ซีเอสอาร์ หรือแนวคิดที่เรียกร้องให้ธุรกิจต้องคำนึงถึงพันธะสุดท้ายในแง่ของสิ่งแวดล้อม
“หลักการสำคัญ คือ โครงสร้างนั้นต้องลดการผูกขาด กำไรจะเกิดขึ้นเมื่อตอบโจทย์ความต้องการสังคม ต้องดำเนินในตลาดที่แข่งขันกันจริง ไม่อย่างนั้นจะเป็นการขูดรีดกำไร จากการผูกขาดไม่ให้ผู้บริโภคมีทางเลือก” นายบรรยงกล่าว
นอกจากนี้ยังมีเสวนาพิเศษ หัวข้อ “รวมใจ นำไทยยั่งยืน” โดย “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), “ศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ “บวรนันท์ ทองกัลยา” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล และบริหาร บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด
สำหรับบรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาเป็นจำนวนมาก


