“เคทีบี”คาดศก.ครึ่งปีหลังโตช้าเหตุบริโภคในประเทศชะลอตัวคงเป้าจีดีพีที่3.4%

23.08.17 | 15:48 น.

นายชาตรี โรจนอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลง เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมในเดือนที่ผ่านมา รวมถึงกฎเกณฑ์บังคับเกี่ยวกับเงินกู้ที่ออกใหม่ จะส่งผลให้การบริโภคชะลอตัวลง รวมถึงการลงทุนของภาครัฐที่ยังล่าช้ากว่าแผน แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวและการส่งออก ดังนั้นจึงประมาณการว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 3.4% และสำหรับตลาดหุ้นไทย คาดว่าในปีนี้ดัชนีฯอน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,540-1,600 จุด โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจยังเป็นกลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง ส่วนกลุ่มที่ควรระมัดระวังคือกลุ่มแบงก์ และอสังหาริมทรัพย์

นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือเคทีบีเอสที เปิดเผยว่า มูลค่าการซื้อขายในปัจจุบัน มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 34,000 ล้านบาทต่อวัน และมองว่าในช่วง 3 ปีหลังจากนี้จะมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 35,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ปรับลดลงจากปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นปี 2559 ที่ผ่านมา ที่มีปริมาณการซื้อขายผิดปกติ หรือเฉลี่ยที่ 100,000 ล้านบาทต่อวัน จากปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเบร็กซิท

นายวินกล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะเน้นการออกผลิตภัณฑ์การเงินและบริการเพิ่มเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนในทุกกลุ่มเป้าหมาย เช่น การเพิ่มช่องทางการลงทุนในต่างประเทศ การให้บริการที่ปรึกษาการลงทุน โดยตั้งเป้ามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 1.5-1.7% มีส่วนแบ่งการซื้อขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ทีเฟ็กซ์) อยู่ในอันดับท็อปทรี และตั้งเป้า Asset Under Advisor (เอยูเอ) ในกลุ่มการบริหารทางการเงินให้กับลูกค้ามั่งคั่ง ประมาณ 70,000 ล้านบาท ทั้งนี้มีแผนจะปรับโครงสร้างของสัดส่วนรายได้ ในส่วนการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เหลือเพียง 25% จากเดิม 49% เพื่อไปเน้นการให้บริการลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งและวาณิชธนกิจมากขึ้น เพื่อรองรับการซื้อขายในตลาดหุ้นและบริหารความเสี่ยง

นายวินกล่าวว่า ส่วนผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก มีรายได้ 385 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 67% และมีกำไรสุทธิ 7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 275% หรือจากเดิมที่ขาดทุน 4 ล้านบาท และในส่วนโบรกเกอร์มีส่วนแบ่งการตลาด 1.5% ทั้งนี้คาดว่าในปี 2561-2562 จะนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 4-5 บริษัทต่อปี มีมาร์เก็ตแค็ปอยู่ที่บริษัทละประมาณ 4,500-5,000 ล้านบาท