นางสาวรัชดา เสริมศิลปกุล ผู้อำนวยการการตลาด มี บาย ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการพัฒนาบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า จากเดิมที่เน้นเป็นบัญชีเงินเก็บที่มีดอกเบี้ยสูง จะเพิ่มบริการ การลงทุนและใช้จ่ายประจำวัน เช่น การชำระบิลค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ คาดว่าจะสามารถให้บริการลูกค้าได้เร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างยื่นของอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อให้ลูกค้าเปิดบัญชีและยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เควายซี) เพื่อยืนยันความเป็นดิจิทัลแบงก์กิ้ง ซึ่งปัจจุบันลูกค้า มีฯ สามารถขอเปิดบัญชีออนไลน์ แต่ยังต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขาของมี หรือสาขาทีเอ็มบีอยู่ หากต่อไปสามารถทำอีเควายซีได้ ก็ไม่ต้องไปยืนยันตัวตนอีกที่สาขาอีกต่อไป
นางสาวรัชดา กล่าวว่า มีฯ ตั้งเป้าหมายปี 2560 มีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา ช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวนลูกค้าทั้งสิ้น 3 แสนราย โดยลูกค้ามีเงินฝากเฉลี่ย 1.6 แสนบาทต่อราย หรือคิดเป็นฐานเงินฝากรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 10% ของเงินฝากรายย่อยธนาคารทหารไทยทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและฐานฝากเงินมากขึ้น มีฯ ได้ใช้งบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท ออกแคมเปญผลิตภัณฑ์เงินฝาก “Me is More – มากกว่าถ้าเป็น Me” ให้ดอกเบี้ย 1.7% สูงกว่ากว่าตลาดที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์ทั่วไปเฉลี่ย 0.38% กว่า 4.5 เท่า ซี่งที่มาของแคมเปญมาจากเรื่องในชีวิตประจำวันของลูกค้า เช่น ข้าวมันไก่ที่ได้ไก่น้อย ขนมซองที่ปริมาณน้อยแต่อัดลมให้พอง เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าอาจจะเลือกไม่ได้ แต่มีฯ เล็งเห็นว่า อย่างอื่นสามารถน้อยได้ แต่ดอกเบี้ยอย่าน้อย ซึ่งการที่เป็นดิจิทัลแบงก์กิ่งทำให้สามารถควบคุมต้นทุน และมีการบริหารต้นทุนเงินฝาก ทำให้สามารถให้ดอกเบี้ยสูงได้ สำหรับการฝากเงินของ มีฯ ไม่มีกำหนดขั้นต่ำ และสามารถถอนได้ตามต้องการ เน้นจับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่อายุ 18-35 ปี คาดว่าจะมีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเฉลี่ยเดือนละ 1 หมื่นราย เป็น 2 หมื่นราย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายนนี้
“การแข่งขันระดมเงินฝากในช่วงนี้มีความคึกคักมากขึ้น สะท้อนจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษเพื่อมาดึงดูดความสนใจลูกค้า แต่ส่วนใหญ่มักจะมีเงื่อนไข เช่น ต้องฝากขั้นต่ำ หรือต้องฝากประจำห้ามถอนใน 12 หรือ 24 เดือน ซึ่งเชื่อว่า มีฯ สามารถแข่งขันในตลาดได้ ” นางสาวรัชดา กล่าว

