นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิดคลินิกเอสเอ็มอีสัญจรแนวประชารัฐ จ.อุดรธานี ว่า การสัญจรครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ครอบคลุมพื้นที่ 2 กลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี เลย หนองบัวลำภู หนองคาย และบึงกาฬ และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นการพัฒนาให้ทั่วถึงในทุกภูมิภาค รวมทั้งการที่นายกรัฐมนตรีที่ได้นำคณะรัฐมนตรีประชุมนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จ.นครราชสีมา ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้สร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจภายในด้วยการเร่งพัฒนาเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็ง มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 โดยผลักดันการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจากการเพิ่มมูลค่าไปสู่การสร้างมูลค่า สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ คือ อุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราขั้นปลาย อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมสนับสนุนการผลิต ศูนย์กระจายสินค้า ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐและสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง จำนวน 38,000 ล้านบาท สำหรับนำไปเสริมสภาพคล่องและต่อยอดธุรกิจ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น
ทั้งนี้จากศักยภาพของอุดรธานีที่โดดเด่นดังกล่าว การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จึงได้ร่วมกับบริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีในบริเวณ ต.โนนสูง และ ต.หนองไผ่ อ.เมือง ซึ่งนับเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพื้นที่ 2,200 ไร่ มีอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยางพาราขั้นปลาย และศูนย์โลจิสติกส์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงมีแนวคิดจัดทำศูนย์ไอซีดี ในพื้นที่นิคมฯ ทั้งนี้บริษัทได้จัดสรรพื้นที่บางส่วนเพื่อรองรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คาดว่าจะสามารถก่อสร้างตั้งแต่ปี 2561 และในอนาคตเมื่อเปิดดำเนินการแล้ว นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีจะเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญเพื่อส่งออกไปยัง สปป.ลาว เวียดนาม และจีน โดยผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย นครพนม และมุกดาหาร
สำหรับกองทุนเอสเอ็มอีฯ มีผู้ประกอบการ 2 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยื่นคำขอกู้เข้ามาแล้ว 2,497 ราย วงเงิน 4,234.22 ล้านบาท ขณะที่ยอดขอกู้ทั่วประเทศ มีจำนวน 19,157 ราย วงเงิน 35,590 ล้านบาท

