หน้าแรก เศรษฐกิจ สสว.แนะเอสเอ็...

สสว.แนะเอสเอ็มอีหากจะโตต้องจดทะเบียนนิติบุคคลเหตุเข้าาถึงแหล่งเงินได้ง่าย

29.08.17 | 17:40 น.

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวในงานสัมมนา “เปิดเส้นทาง SMEs 4.0 : เศรษฐียุคดิจิทัลใครว่ายาก” ซึ่งจัดโดยนิตยสารเส้นทางเศรษฐี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า ความหมายของเอสเอ็มอี เดิมอาจจะเน้น ธุรกิจขนาดเล็ก (Small) และ ธุรกิจขนาดกลาง (Mediem) แต่ปัจจุบันธุรกิจขนาดกลางนั้น สามารถปรับตัวได้ดี ซึ่งรัฐบาลสามารถดูแลแบบเดียวกับธุรกิจรายใหญ่ แต่ต้องมีการอำนวยความสะดวกด้านระบบภาษีให้ดีและดูแลด้านเศรษฐกิจมหภาคเพื่อหนุนธุรกิจ ขณะที่ภาคธุรกิจที่รัฐบาลกังวลและยังต้องเข้าไปดูแล ธุรกิจขนาดเล็ก (Small) ธุรกิจไมโคร (Micro) รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน

สำหรับการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เรื่องสำคัญคือ แหล่งเงินทุน บางรายสามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ ส่วนรายที่เข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ก็มี บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) ไปช่วยค้ำประกัน รวมทั้งกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กว่า 2 หมื่นล้านบาท และซึ่ง สสว. ได้รับจัดสรรวงเงินนำมาปล่อยกู้เอสเอ็มอี 2 พันล้านบาท สามารถกู้ได้โดยไม่มีดอกเบี้ยและกู้ได้ระยะยาว 10 ปี สองคือ ทำให้สินค้าขายได้และตรงกับความต้องการตลาด ซึ่งต้องเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม แตกต่างจากสินค้าของผู้ประกอบการรายใหญ่ ราคาไม่แพงเกินไป ซึ่งจากการทำมาร์เก็ตรีเสิร์ชของ สสว. หากขายอาหาร เรื่องแรกที่เอสเอ็มอีต้องให้ความสำคัญ คือ รสชาด รองลงมา คือ มาตรฐานของสินค้า และเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ส่วนเครื่องสำอาง ต้องเน้นเรื่องแพคเกจจิ้งอาจต้องต้องจ้างพรีเซนเตอร์ เพราะลูกค้าเครื่องสำอางเน้นซื้อผ่านออนไลน์ และมักจะเชื่อเรื่องการบอกต่อ ดังนั้น หากสินค้าของเอสเอ็มอียังไม่ตรงกับความต้องการ ต้องมีการปรับเปลี่ยน ทั้งนี้ เอสเอ็มอีต้องไม่คิดว่าสินค้าตัวเองดีมี่สุด แล้วไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และสาม คือ ช่องทางการขายว่าสินค้าควรขายผ่านช่องทางใดบ้าง

“เอสเอ็มอี ในยุค 4.0 ต้องเป็นเอสเอ็มอีที่ทันสมัย สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกได้ เอสเอ็มอีต้องเปิดใจและปรับตัวให้ทันกับตลาดและผู้บริโภคที่เปลี่ยนพฤติกรรมเร็ว ต้องเข้าใจลูกค้า รวมทั้งสามารถคาดการณ์ในอนาคต สำหรับปี 2560 นี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3 ล้านราย จาก 2.8 ล้านรายในปี 2559 แต่จำนวนนี้มีเพียง 6.5 แสนรายที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และเป็นวิสาหกิจชุมชนอีก 8.2 หมื่นราย ส่วนที่เหลือเป็นยังเป็นเอสเอ็มอีที่ทำธุนกิจแบบบุคคลธรรมดา ดังนั้น ถ้ารักที่จะทำการค้าและอยากเติบโต ควรจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะหากทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา ขอสินเชื่อจากธนาคารยากและหากต้องการที่จะขายสินค้ากับเพื่อนบ้าน ธนาคารจะไม่สามารถทำหนังสือค้ำประกันให้กับบุคลธรรมดาได้ ซึ่งอาจจะเป็นการเสียโอกาส” นางสาลินี กล่าว

นอกจากนี้ สสว.ยังได้มีบ่มเพาะเอสเอ็มอีโดยมีพี่เลี้ยงเพื่อให้คำปรึกษา และหากเป็นเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพจะส่งเสริมให้เติบโตมากขึ้น เช่น การขยายตลาดใหม่ การเพิ่มอายุของสินค้าในกลุ่มอาหาร ทั้งยังมีโครงการเทิร์นอะราวด์สำหรับเอสเอ็มอีที่มีปัญหายอดขาย หรือได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือลูกค่าให้ฟื้นตัวกลับมาทำธุรกิจได้