นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2560 มียอดสินเชื่อคงค้างสำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดกลางและเล็ก รวม 165,254 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15% ของพอร์ตสินเชื่อธนาคารทั้งหมด เติบโต 7.6% จากเดือนธันวาคม 2559 เนื่องจากเอสเอ็มอีมีการขยายธุรกิจจริง เช่น กลุ่มค้าปลีกค้าส่งและกลุ่มผลิตสินต้าอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นพอร์ตใหญ่ของธนาคารยังเติบโตได้ ประกอบกับสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกค้าได้จำนวนมาก ในส่วนสินเชื่อกลุ่มคู่ค้าที่เป็นเครือข่ายของลูกค้าของธนาคาร (ซัพพลาย เชนจ์ โซลูชั่น) อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท เติบโต 17% ส่วนสินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศ (เทรด ไฟแนนซ์) เติบโต 17% เงินฝากต้นทุนต่ำเติบโต 7% รวมทั้งปัจจัยธนาคารสามารถชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากธนาคารอื่นๆ ได้ โดยรวมนับว่าเติบโตเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปีนี้ที่ 6.8% ดังนั้นกำลังจะทบทวนเป้าหมายใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 นี้ ส่วนหนี้เสียที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4.2% ทรงตัวจากต้นปี และจะควบคุมทั้งปีนี้ให้ได้อยู่ในระดับไม่เกินประมาณ 4% ซึ่งต่ำกว่าตลาดอยู่ที่ 4.4%
นายสยาม กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ธนาคารยังเน้นต่อยอดการเติบโตด้านธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มซัพพลาย เชนจ์ โซลูชั่น ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเจรจาเรื่องสินเชื่อกันอยู่ เช่น กลุ่มยานยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น รวมทั้งเน้นกลุ่มลูกค้าเทรด ไฟแนนซ์ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ช่วยลูกค้าขยายโอกาสทางธุรกิจ ทั้งด้านเงินทุนหมุนเวียน สินค้าการค้าต่างประเทศ ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และให้บริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ
“ขณะนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีทรงๆ ทางธนาคารได้สำรวจความคิดเห็นเอสเอ็มอีในพอร์ต ต่างบอกว่าใน 3 เดือนข้างหน้าธุรกิจจะดีขึ้น แต่ยังมีความท้าทายและความกังวลเรื่องกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหนี้ครัวเรือน อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มที่มีกำลังซื้อยังระมัดระวังการจับจ่าย ถือเป็นผลทางจิตวิทยาเรื่องความเชื่อมั่น จึงต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศให้มีการจับจ่ายใช้สอย”นายสยามกล่าว
นายสยามกล่าวว่า สำหรับบริการพร้อมเพย์นิติบุคคลของทางธนาคารจะสามารถทยอยให้บริการแต่ละรายการได้ในสิ้นปีนี้ ขณะนี้มีลูกค้าลงทะเบียนกับธนาคารแล้ว 2,000 ราย มั่นใจว่าหากนิติบุคคลใช้งานแล้ว ในแง่ปริมาณเงินที่ทำธุรกรรมจะมากกว่าพร้อมเพย์บุคคลธรรมดาแน่นอน เพราะบริษัทขนาดใหญ่จะใช้แน่นอน เพราะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยธนาคารจะเน้นบริการลูกค้าใหญ่ๆ นำร่องก่อน เพื่อผลักดันให้คู่ค้าที่เกี่ยวข้องใช้งานเพิ่มขึ้น ขณะที่เอสเอ็มอีก็รับรู้ว่ามีพร้อมเพย์นิติบุคคล แต่ยังกลัวว่าจะเหมาะสมกับธุรกิจหรือไม่ จะทดแทนการใช้เงินสดของบริษัทหรือไม่

