รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”
กลายเป็นคำฮิตติดปากของแวดวงต่างๆ
ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในยุค 3.0 เป็นยุคของอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก มีความก้าวหน้าระดับหนึ่ง แต่มีปัญหาตามคือ ความเหลื่อมล้ำ ไม่สมดุลต่างๆ
มองในแง่หนึ่ง 3.0 กลายเป็น “กับดัก” จึงเกิดความพยายามก้าวทะลุสภาพปัจจุบัน ไปสู่ Thailand 4.0 ให้ได้ใน 3-5 ปีนี้
Thailand 4.0 คือ การ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม”
เปลี่ยนจากทำมาก ได้ผลตอบแทนน้อย เป็นทำให้น้อย แต่ได้ผลตอบแทนมากขึ้น
ใช้ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่การบริการมากขึ้น
อาทิ เอสเอ็มอีกลายเป็นสมาร์ทเอนเทอร์ไพรส์ สตาร์ตอัพที่พึ่งพาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต การเกษตร เป็นสมาร์ท ฟาร์ม
ศัพท์ที่จะมาควบคู่ 4.0 คือ New S-Curve คือ การใช้เทคโนโลยีใหม่ ที่มีกระบวนการในการเข้ามาแทนที่ของเดิม
ซึ่งก็คือ Disruptive หมายถึงพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น
และล้มล้างของเดิม อย่างอินเตอร์เน็ต ที่เข้ามา distuptive เทคโนโลยีเดิม จากอุตสาหกรรมเดิมที่เรียกว่า First S Curve ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับหนึ่ง มาเป็น New S-Curve ที่ก้าวล้ำยิ่งกว่า
และรัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาได้แก่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ หรือ Robotics, การบินและโลจิสติกส์, เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัล, การแพทย์ครบวงจร หรือ Medical Hub
ไทยแลนด์ 4.0 โดยกระบวนการจึงเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่จะพลิกโฉมหน้าประเทศ
เพื่อจะไปสู่ 4.0 ซึ่งอุตสาหกรรม “นิวเอสเคิร์ฟ” จะมีบทบาทสำคัญ จึงเกิด “อีอีซี” ขึ้น
คือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor : EEC (อีอีซี)
อีอีซีเป็นเมกะโปรเจ็กต์ มุ่งพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และ ฉะเชิงเทรา รองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย
ในยุค 3.0 พื้นที่นี้คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ซึ่งดำเนินมา 30 ปี คนรุ่นก่อนคงจะคุ้นเคยดี
กระทรวงที่ดูแลแผนงานนี้ คือกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มี นายอุตตม สาวนายน เป็น รมว.
มีสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) ที่มี นายคณิศ แสงสุพรรณ เป็นเลขาธิการ มาทำหน้าที่ขับเคลื่อนจัดการ
ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

รัฐบาลตั้งเป้าให้อีอีซีเป็นจุดเริ่มต้นการผลักดันไทยแลนด์ 4.0 แบบก้าวกระโดด โดยใช้คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ แถมยังสามารถเป็นตัวอย่างให้กับการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ได้ในอนาคต
ภารกิจหลักของอีอีซี แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ยกระดับความสำคัญของไทย เป็นฐานเชื่อมโยงกับกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือซีแอลเอ็มวี บวกกับจีน อินเดีย ให้เข้ากันกับประเทศไทย เป็นฐานการผลิตและบริการชั้นนำของเอเชียด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้กรุงเทพฯ และอีอีซีเชื่อมต่อเป็นเขตเมืองที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่ระดับแนวหน้าของเอเชียให้ได้
กลุ่มที่ 2.ผลักดันการปรับโครงสร้างประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 พ้นจากกับดักรายได้ของประชากรขั้นกลาง ภายใน 15 ปี ด้วยการลงทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทุกกิจการ ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และท่องเที่ยว สร้างคนไทย 4.0 หลอมรวมการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ การผลิตใหม่ และธุรกิจแบบใหม่ๆ
กลุ่มที่ 3 คือต้องสร้างประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่ ยกระดับรายได้ของครัวเรือนสู่กลุ่มรายได้ระดับสูง สร้างงานคุณภาพกว่า 100,000 ตำแหน่งต่อปี ให้มีโรงเรียน
โรงพยาบาลระดับนานาชาติที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย ดูแลสิ่งแวดล้อมระดับสากลด้วยการผลิตสมัยใหม่ มีกองทุนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพื่อพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เคยกล่าวไว้ว่า หากไทยไม่ทำ
อีอีซี หรือทำไม่สำเร็จ ประเทศไทยมีโอกาสที่จะกลายเป็นประเทศล้าหลังในเอเชียได้เกิน 10 ปี
อีอีซีจะเป็นส่วนขยายสำคัญของกรุงเทพมหานคร ทำให้กลายเป็น “มหานครเต็มรูปแบบ” รองรับประชากรรวมกัน 25 ล้านคนเช่นเดียวกับมหานครของต่างประเทศ อาทิ โตเกียว เซี่ยงไฮ้ โซล และอินชอน
อีอีซีจะเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์ ต้องบรรลุเป้าลงทุน 4 กลุ่ม 5 โครงการหลัก และ 15 โครงการสำคัญ
กลุ่มที่ 1 โครงสร้างพื้นฐาน แบ่งเป็นสนามบินอู่ตะเภา และอุตสาหกรรมอากาศยาน, ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ, ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3, ท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3, รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก, รถไฟทางคู่และทางหลวงสายใหม่ มอเตอร์เวย์
กลุ่มที่ 2 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แบ่งเป็นยานยนต์อัจฉริยะ อิเล็กทรอนิกส์ และหุ่นยนต์, ปิโตรเคมีขั้นสูง และอุตสาหกรรมชีวภาพ, เมดิคัลฮับ (รักษาพยาบาล ยา อุปกรณ์การแพทย์) และอาหารแห่งอนาคต
กลุ่มที่ 3 ได้แก่ ท่องเที่ยว โดยจะสนับสนุนการท่องเที่ยว บางแสน พัทยา สัตหีบ และระยอง
กลุ่มที่ 4 สร้างเมืองใหม่ ได้แก่ Global Business Hub / Free Economic Zone, พัฒนาเมืองใหม่ ฉะเชิงเทรา-พัทยา-ระยอง และระบบสาธารณูปโภค น้ำ-พลังงาน-ขยะ
รวมทั้ง 4 กลุ่มแล้ว จะเป็น 15 โครงการหลักที่เป็นภารกิจต้องพัฒนาในพื้นที่อีอีซี
5 โครงการหลัก คือ โครงการสำคัญที่พึ่งพิงกันและเชื่อมโยงกัน จะขาดโครงการใดโครงการหนึ่งไม่ได้ เพราะจะทำให้โครงการอื่นขาดทุน และอีอีซีล้มเหลว ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง อุตสาหกรรมไฮเทคสำหรับอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และ 3 เมืองใหม่ เพื่อรองรับประชากรจำนวนพอเหมาะที่จะทำให้การลงทุนอื่นๆ คุ้มทุน
ระยะนี้จะได้ข่าวว่ารัฐบาลออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย หลายฉบับเกี่ยวกับภาษี การเข้าเมืองและทำงานของต่างชาติ เพื่อสนับสนุนแผนงานนี้
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวตอกย้ำว่า อีอีซีเป็นยุทธศาสตร์สปริงบอร์ด ที่จะยกระดับการลงทุนอย่างก้าวกระโดด
มี 4 มิติหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ 1.การพัฒนาคน 2.วิสาหกิจต้องปรับตัวยกระดับตนเองขึ้นมา
3.เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งในเชิงกายภาพและเชิงพื้นที่ ซึ่งเน้นให้คนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์
“ผมเชื่อว่าภายใน 5 ปี จะมีการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท คาดว่าจากภาครัฐ 20% และอีก 80% เป็นของภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างชาติ” นายอุตตมกล่าว
ปรากฏการณ์สำคัญ ก็คือ ในวันที่ 11 กันยายนที่จะถึงนี้ กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (METI) พร้อมด้วยสหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (ไคดันเรน) จะนำนักธุรกิจญี่ปุ่นทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอีกว่า 500 บริษัทมาเยือนไทย
ส่วนหนึ่งเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จากนั้นจะหารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่จะร่วมมือใน 3 ด้านสำคัญ มีทั้งสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยให้ปรับตัวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 รวมถึง
การพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
นักลงทุนจากญี่ปุ่นที่จะมาครั้งนี้ จะมีทั้งนักธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง เล็ก รวมถึงรายที่ไม่เคยลงทุนในประเทศไทยมาก่อน
บริษัทชั้นนำของประเทศไทยเข้าร่วมด้วย อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี ธนาคารรายใหญ่ของไทย ตลอดจนบริษัททั่วไป โดยจะเป็นลักษณะเน้นจับคู่การลงทุนระหว่างกัน เพื่อไปลงทุนในพื้นที่อีอีซี
คณะนักลงทุนจากแดนอาทิตย์อุทัยชุดนี้ จะลงไปดูพื้นที่อีอีซีด้วย
เป็นอีกก้าวสำคัญของ “อีอีซี”

มติชน สำนักงานอีอีซี และกระทรวงอุตสาหกรรม เชิญรับฟัง
อีอีซี แม่เหล็กเศรษฐกิจไทยเชื่อมโลก
08.30-12.30 น. วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน 2560
ที่ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
พบกับปาฐกถาเปิดสัมมนา จาก นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม
ปาฐกถาพิเศษ จาก นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการ ผช.รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี
การเสวนา ดำเนินการโดย นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการอีอีซี
ผู้ร่วมเสวนา นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มปิโตเลียมขั้นปลาย ปตท.
นายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทย
พล.ร.ต.วรพล ทองปรีชา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ที่ปรึกษาด้านการลงทุนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ตัวแทนบริษัทฮิตาชิ
ฯลฯ
เปิดลงทะเบียนเข้าฟังที่ www.matichon.co.th และ
ไม่มีค่าใช้จ่าย

