นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช.ว่า ที่ประชุมมีมติให้เดินหน้าโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน โดยการอนุมัติให้มีการลงนามใน 8 สัญญา แก่ผู้ประกอบการที่ชนะการประกวดราคา ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 1-2 สิงหาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.พื้นที่ภาคเหนือ1 ส่วนที่1(บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง) บริษัท ทรู อินเตอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 2,812 ล้านบาท 2.พื้นที่ภาคเหนือ2 ส่วนที่1 บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) จำนวน 2,103 ล้านบาท 3.พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนที่1 บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) จำนวน 2,492 ล้านบาท 4.พื้นที่ภาคกลาง-ใต้ ส่วนที่1 บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด(มหาชน) จำนวน 1,868 ล้านบาท 5.พื้นที่ภาคเหนือ1 ส่วนที่2(บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่) บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) จำนวน 1,889 ล้านบาท 6.พื้นที่ภาคเหนือ2 ส่วนที่2 บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 786 ล้านบาท 7.พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนที่2 บริษัท บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำนวน 532 ล้านบาท และ 8.พื้นที่ภาคกลาง-ใต้ ส่วนที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) จำนวน 504 ล้านบาท
นายฐากรกล่าวว่า ในส่วนของการลงนามในสัญญาจะมีขึ้นหลังจากที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ตอบกลับหนังสือชี้แจงข้อสงสัยต่างๆในโครงการอินเตอร์เน็ตชายขอบ คาดว่าไม่เกินวันที่ 10 กันยายน โดยประเด็นที่ตอบ สตง. เฉพาะประเด็น เรื่องอัตราค่าบริการเดือนละ 200 บาทต่อเดือน ที่ กสทช. ได้ชี้แจงไปว่า ได้คำนวณจากสูตรตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ปัจจุบันเอกชนเข้าถึงพื้นที่ชายขอบในอัตรา 30% แต่ได้คิดอัตราค่าบริการที่ 599 บาท ฉะนั้นเมื่อรัฐสามารถเข้าถึงได้ 70% ค่าบริการจะอยู่ที่ 180 บาท ส่วนกรณีที่ สตง. ตั้งข้อสงสัยว่าผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลอาจให้บริการในราคาดังกล่าวไม่ได้ ทาง กสทช. ได้ชี้แจงว่าค่าบริการดังกล่าวอยู่ในหลักเกณฑ์การประมูล(ทีโออาร์) หากผู้ชนะการประมูลไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ควรขอยกเลิกการลงนามในสัญญา เพราะหากลงนามแล้วดำเนินการไม่ได้ จะโดนปรับ หรือไม่สามารถรับเงินเบิกจ่ายในโครงการฯตามงวดของ กสทช. ซึ่ง กสทช. ได้ส่งหนังสือฉบับดังกล่าวให้ สตง. เมื่อวันที่ 6 กันยายน
นายฐากร กล่าวว่า จากกรณีที่ สตง. ตั้งข้อสังเกตมายัง กสทช. นั้น ทางกสทช.ก็ได้รายงานปัญหา ข้อสังเกตต่างๆ และความเห็นของ สตง. ในโครงการอินเตอรชายขอบให้ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(บอร์ดดีอี) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับทราบรายละเอียดต่างๆ โดย กสทช. ชี้ยังแจงด้วยว่า เดิมที กสทช. ตั้งเป้าลงนามในสัญญาวันที่ 31 สิงหาคม หากเป็นไปตามกำหนดดังกล่าวการวางโครงข่ายจะครอบคลุม 15% ในเดือนธันวาคม 2560, ครอบคลุม 60% ในเดือน มีนาคม 2561 และ ครอบคลุม 100% ในเดือนกรกฎาคม 2561 ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถลงนามในสัญญาดังกล่าวได้ เนื่องจากต้องรอหนังสือตอบกลับจาก สตง. หาก สตง. ตอบกลับหนังสือช้าระยะเวลาการวางโครงข่ายก็จะเลื่อนไปตามระยะเวลาที่ลงนาม ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แจ้งกลับมาว่าขอให้ กสทช. ได้ดำเนินการตามที่ กสทช. รับปากไว้
“ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรี ยังพูดด้วยว่า ฝากดูอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าเป็นหน้าที่ของ สตง. หรือไม่ เหตุใดไม่ไปดูโครงการที่ส่อทุจริตจริงๆ ถ้ามาดูทุกโครงการคงไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไปแล้วว่าภายในปี2561 ต้องมีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตครอบคลุมทุกหมู่บ้านในประเทศไทย ก็ต้องสำเร็จตามนั้นให้ได้” นายฐากร กล่าว

