‘อุตตม สาวนายน’ ฉายภาพ ‘อีอีซี’ เชื่อมโลก

8.09.17 | 15:55 น.

หมายเหตุ – นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษมติชน ถึงการให้การต้อนรับ คณะนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นกว่า 600 คน ที่เดินทางมาดูลู่ทางการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) ที่จะมีการจัดสัมมนาครั้งใหญ่ หัวข้อ อีอีซีแม่เหล็กเศรษฐกิจไทยเชื่อมโลก ในวันที่ 21 กันยายนนี้

‘ความสำคัญของงานสัมมนาครั้งนี้

จะเป็นการฉายใหญ่ ภาพความคืบหน้าการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ครอบคลุม 3 จังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่สำนักงานอีอีซีจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ (มีนาคม-สิงหาคม 2560) และอนาคต 6 เดือนข้างหน้า (กันยายน 2560-กุมภาพันธ์ 2561) ว่าภาพของอีอีซีจะชัดเจนขึ้นอย่างไร มีการถ่ายทอดทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่มีความสนใจเข้าลงทุนในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดจะสะท้อนไปยังนักลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติ ตลอดจนประชาชนคนไทยที่อาจมีคำถามว่า พวกเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากอีอีซี โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ดูแลรับฟังเสียงสะท้อน เพื่อให้ประชาชนเกิดการยอมรับ และเกิดการพัฒนาพื้นที่อีอีซีได้สมบูรณ์อย่างแท้จริง

โดยการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ถือว่ามีความจำเป็นต่อประเทศไทยมาก เพราะเป็นการขับเคลื่อนโอกาสการลงทุนครั้งใหม่ในรอบ 30 ปีที่ไทยแทบจะไม่มีการขยับด้านการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งอีอีซีนอกจากนี้จะเป็นการพัฒนาแหล่งลงทุนใหม่ๆ ที่สำคัญแล้ว ยังสร้างโอกาสที่หลากหลาย เป็นการเชื่อมโยงกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าอยู่เช่นกัน นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่นำร่องก่อนที่จะพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจในจังหวัดอื่นเช่นกัน ซึ่งจังหวัดนั้นๆ ต้องมีความพร้อม มีเอกชนที่ต้องการเข้าไปลงทุนอย่างครบวงจร มีการพัฒนาด้านองค์ความรู้ จนเกิดการพัฒนาเมืองใหม่เช่นเดียวกับอีอีซี และที่สำคัญอีอีซียังมีบทบาทในการเชื่อมไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการพัฒนาศักยภาพไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น ในมุมมองของผม อีอีซีจึงเป็นนโยบายรัฐที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ของประเทศ

‘นายกรัฐมนตรีมีนโยบายเน้นย้ำต่อการพัฒนาอีอีซีอย่างไรบ้าง

นายกรัฐมนตรีย้ำทุกหน่วยงานให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัด เชื่อมโยงไปถึงคนไทยทั้งประเทศ โดยสิ่งที่ตั้งคำถามและทีมพัฒนาพื้นที่อีอีซีต้องตอบประชาชนให้ได้คือ เมื่อพัฒนาอีอีซีแล้วประชาชนจะได้อะไร เทคโนโลยีใหม่ๆ ในพื้นที่จะทำให้ชีวิตประชาชนเปลี่ยนแปลงสู่ความเจริญก้าวหน้าหรือไม่ ยกตัวอย่าง อนาคตอินเตอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันทุกเรื่อง ประเด็นนี้ลูกหลานของประชาชนใน 3 จังหวัด จะต้องมีความคิดหรือพฤติกรรมที่สอดรับ จนกลายเป็นผู้พัฒนาชุมชนในอนาคตหรือไม่

ซึ่งการจะตอบประชาชนในพื้นที่ถึงประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานอีอีซี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มีแผนการลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเห็นประชาชน โดยขณะนี้ทีมงานได้ลงพื้นที่ 3 จังหวัด รวม 7 ครั้งแล้ว และยังจะจัดทีมลงอย่างต่อเนื่อง โดยเสียงสะท้อนหลักที่ประชาชนบอกกล่าวคือ ต้องการให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาเดิมๆ อาทิ ระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น และประชาชนยังสะท้อนถึงความกังวลเรื่องระบบการศึกษา โรงเรียนที่มีอยู่จะเพียงพอหรือไม่ หากมีอีอีซีพัฒนาจนประชาชนพื้นที่อื่นๆ เข้ามาอาศัย ความกังวลว่าโรงพยาบาลจะเพียงพอหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่บ่งบอกว่า ลึกๆ แล้วประชาชนต้องการอะไร และรัฐจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานอีอีซี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะนำข้อกังวล ปัญหามากางและส่งต่อไปยังหน่วยงานต่างๆ แก้ปัญหา โดยมีสำนักงานอีอีซีเป็นผู้กำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ

Advertisement

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำให้พัฒนาบุคลากรขึ้นมารองรับนโยบายอีอีซี สำคัญที่สุดคือ การสร้างงาน สร้างองค์ความรู้ให้กับแรงงานไทย เรื่องนี้ทางสำนักงานอีอีซีอยู่ระหว่างการจัดทำร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะได้เห็นความชัดเจนของแนวทางพัฒนาภายในงานสัมมนาครั้งนี้

‘ความคืบหน้าลงทุนที่สำคัญในพื้นที่

การลงทุนที่สำคัญเป็นลำดับแรกคือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้มี 4 โครงการสำคัญคือ สนามบินอู่ตะเภา รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 และท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ในปี 2561 โดยเอกชนที่ลงทุนจากการหารือเบื้องต้นจะมาในรูปของกลุ่มบริษัทคือ เป็นการจับมือกันของหลายบริษัท เพราะมูลค่าลงทุนค่อนข้างสูงหลายแสนล้านบาท ส่วนจะชื่อบริษัทใดบ้างต้องรอดูอีกครั้ง

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐาน คณะกรรมการนโยบายอีอีซี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็ได้ปลดล็อกขั้นตอนการทำพีพีพีจาก 20-30 เดือน เป็น 9 เดือน เตรียมประกาศหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน มีการสื่อสารกับผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีการสื่อสารกับประชาชนตามที่เล่าให้ฟังแล้ว

‘ความคืบหน้าด้านการสื่อสารให้เอกชนเข้ามาลงทุน มีญี่ปุ่นเป็น
เป้าหมายหลัก

จริงๆ เราต้องการนักลงทุนจากทุกมุมโลก แต่ก็มีการสกรีนกลุ่มคุณภาพ เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้เกิดการลงทุนเจาะจงในพื้นที่อีอีซี การชักชวนนักลงทุนหมดยุคที่ไทยจะผูกตัวเองกับประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ซึ่งต่างชาติก็เข้าใจดี เพราะเป็นสถานการณ์ของโลกที่ต้องการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

อย่างกรณีญี่ปุ่นที่กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) พร้อมกับสหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (ไคดันเรน) จะนำนักธุรกิจญี่ปุ่นทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอีคณะใหญ่มาเยือนไทยเพื่อพบปะนักลงทุนไทยและจับคู่ธุรกิจขยายความร่วมมือระหว่างกัน วันที่ 11-13 กันยายนนั้น มาจากที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้เยือนประเทศญี่ปุ่น และเมติได้แสดงความสนใจพานักลงทุนญี่ปุ่นมาไทย เพื่อศึกษาข้อมูลจริง ดูพื้นที่จริงก่อนตัดสินใจลงทุน ประกอบกับปีนี้ครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนระหว่างไทยและญี่ปุ่น จึงเป็นโอกาสเหมาะที่มีกิจกรรมครั้งสำคัญนี้ ล่าสุดจากการเช็กข้อมูลนักลงทุนที่จะมาไทย พบว่ามีจำนวน 563 ราย และสื่อมวลชน 37 ราย รวมเป็น 600 ราย โดยนักลงทุนญี่ปุ่นจะมีทั้งบริษัทที่เคยลงทุนในไทยและต้องการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูง และบริษัทที่ไม่เคยลงทุนในไทยมาก่อนซึ่งกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง ขณะที่ฝ่ายไทยจะมีบริษัทเข้าร่วมประมาณ 500 ราย

โดยอุตสาหกรรมที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจมี 6 กลุ่ม คือ รถยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เกษตรแปรรูปมุ่งสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ สุขภาพและเครื่องมือการแพทย์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้จะผลักดันให้มีการลงทุนพื้นที่อีอีซี เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

‘กิจกรรมในงานที่สำคัญมีอะไรบ้าง

ในงานจะมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ และมีกระทรวงเศรษฐกิจเข้าร่วมทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นจะนำโดยเมติ ไคดันเรน องค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ซึ่งกิจกรรมทั้ง 3 วันนั้นจะแบ่งเป็น วันที่ 1 คือ 11 กันยายน ช่วง 15.00 น. คณะนักลงทุนจะเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และหารือถึงโอกาสการลงทุนในไทย จากนั้นช่วงเย็นจะมีงานเลี้ยงรับรองที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี

กิจกรรมวันที่ 2 คือ 12 กันยายน จัดขึ้นที่โรงแรมแบงค็อกแมริออท ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่พักของนักลงทุนและสื่อญี่ปุ่นทั้ง 600 ชีวิต โดยกิจกรรมครึ่งวันเช้า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน กระทรวงอุตสาหกรรมจะขึ้นเวทีฉายภาพการลงทุนไทย รัฐมนตรีกระทรวงเมติ จะขึ้นกล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในไทย มีเจ้าหน้าที่ล่ามแปลภาษา 30 คน พร้อมกันนี้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทยและญี่ปุ่น จำนวน 7 ฉบับ อาทิ บันทึกความเข้าใจระหว่างเอกชนไทย คือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเอกชนญี่ปุ่น คือไคดันเรน ที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 ขับเคลื่อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย พัฒนาเอสเอ็มอี และการลงทุนในอีอีซี นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือระหว่างอีอีซีกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า
เพื่อพัฒนางานวิจัย แลกเปลี่ยนข้อมูลในการพัฒนาอีอีซี ความร่วมมือในการพัฒนาเอสเอ็มอี การแสดงความสนใจลงทุนในอีอีซีของบริษัทฮิตาชิ

หลังจากนั้นจะมีการหารือกลุ่มเล็กที่มีหน่วยงานรัฐ และเอกชนรายสำคัญๆ เข้าร่วม ซึ่งฝ่ายไทยจะเชิญเอกชนเข้าร่วม 20 ราย ฝ่ายญี่ปุ่น 15 ราย โดยฝ่ายไทยเอกชนที่สำคัญ อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ จากซีพี นายเจริญ สิริวัฒนภักดี จากไทยเบฟเวอเรจ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา จากเครือสหพัฒน์ นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ จาก ช.การช่าง นายทศ จิราธิวัฒน์ เครือเซ็นทรัล นายเทวินทร์ วงศ์วานิช จาก ปตท. นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส จากเอสซีจี และนายนินนาท ไชยธีรภิญโญ จากโตโยต้า

จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นการพบปะของนักลงทุนแบบฟรีสไตล์ โดยมีทุกหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เศรษฐกิจ ร่วมงาน เพื่อให้นักลงทุนญี่ปุ่นสามารถเดินเข้าไปสอบถามข้อมูลได้โดยตรง ขณะที่วันสุดท้าย คือ 13 กันยายน กระทรวงจะพา 600 นักลงทุนและสื่อมวลชนลงพื้นที่อีอีซี เพื่อให้สัมผัสกับบรรยากาศจริง เชื่อว่าจะทำให้อยากตัดสินใจมากขึ้น เพราะพื้นที่อีอีซีมีความพร้อมและกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

‘หลังกิจกรรมนี้คาดว่าจะเกิดการลงทุนจริงกี่ราย และมูลค่าเท่าใด

ต้องรอวันที่ 13 กันยายน จึงจะตอบได้ว่าตัวเลขนักลงทุนและมูลค่าเป็นอย่างไร แต่มั่นใจมีจำนวนมากแน่นอน และจะเกิดการลงทุนในอีอีซีภายในปีนี้ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวน่าจะทำให้ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากกว่าเป้าหมายปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 600,000 ล้านบาท

‘กังวลหรือไม่ว่าการให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นครั้งนี้จะทำให้ประเทศอื่น อาทิ จีน ตั้งคำถามต่อไทย

ไม่กังวล เพราะกิจกรรมนี้เกิดจากการที่ไทยไปโรดโชว์และญี่ปุ่นแสดงความสนใจ ประกอบกับเป็นโอกาสครบรอบ 130 ปี ซึ่งหลังจากนี้เชื่อว่าจะมีกิจกรรมรูปแบบคล้ายกันกับประเทศอื่น อาทิ จีน เช่นกัน ซึ่งขณะนี้ระหว่างไทยกับจีนก็กำลังเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง
(ไฮสปีดเทรน) ร่วมกันอยู่

‘ภารกิจในฐานะ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม

การที่ผมเข้ามารับตำแหน่งนี้ ได้กำหนดภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จคือ การพัฒนาอีอีซี การพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และการพัฒนาเอสเอ็มอี เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศให้มีความแข็งเกร่ง อย่างอีอีซี และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายก็เดินหน้าไปได้ดี จะมีก็คือเอสเอ็มอีที่ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะการพัฒนาเอสเอ็มอีของไทยที่ผ่านมาค่อนข้างกระจายไม่มีการรวมศูนย์อย่างจริงจัง แม้จะมีหน่วยงานยุทธศาสตร์อย่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ก็มีประเด็นกฎหมายที่ต้องปรับปรุง ตลอดจนโครงสร้างการทำงาน นอกจากนี้ ปัญหาที่สำคัญคือ ฐานข้อมูลเอสเอ็มอีที่ยังไม่ชัดเจน เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการตรงถึงกระทรวง และผู้ว่าราชการทั่วประเทศแล้วให้จัดทำฐานข้อมูลเอสเอ็มอีใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ กระทรวงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เป็นเจ้าภาพ ซึ่งนายพสุ โลหารชุน อธิบดี กสอ. ในฐานะว่าที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ ก็จะต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จเพื่อพิสูจน์ฝีมือก่อนจะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงคนใหม่วันที่ 1 ตุลาคมนี้