‘เครือบุญรอดฯ’ ไฟเขียวสิงห์เอสเตทซื้อกิจการ-ลงทุนเพิ่ม อัพพอร์ตอสังหา-โรงแรม-ออฟฟิศ

นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจของบริษัทในระยะยาวว่าจะพัฒนาโครงการแบบกระจายความเสี่ยง รองรับภาวะเศรษฐกิจที่ภัยผวน ความไม่สงบทางการเมือง และภัยธรรมชาติ โดยจะพัฒนาโครงการเองและจะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทอื่น (พร็อพเพอร์ตี้เดเวลอปเมนต์ แอนด์ อินเวสเมนต์โฮลดิ้งคอมปานี) ทั้งจะขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมีแผนที่จะร่วมลงทุนกับพันธมิตร เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้สามารถรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการขายหุ้นเพิ่มทุนและการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ มีแผนที่จะนำโรงแรมที่บริหารอยู่จัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพือระดมทุน รวมทั้งการสนับสนุนจากเครือบุญรอด

สำหรับแผนการดำเนินงานตั้งแต่ปีนี้ถึงปี 2563 เตรียมงบประมาณการลงทุนมูลค่า 55,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนธุรกิจที่อยู่อาศัยระดับลักซัวรี่ โรงแรม ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก ค้าปลีกและสำนักงาน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และธุรกิจใหม่ที่สร้างโอกาสในอนาคต เช่น คลังสินค้าและโลจิสติกส์ เป็นต้น และในปี 2563 คาดว่าจะมีรายได้ถึง 20,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากรายได้ค่าเช่า 60% รายได้จากการขาย 40% ขณะที่สัดส่วนธุรกิจจะมาจากโรงแรมและบริการ 50% ที่อยู่อาศัย 30% และสำนักงาน 20% ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินตามแผนงานได้อย่างแน่นอน

นายนริศ กล่าวว่า ช่วงที่เหลือของปี ช่วงที่เหลือของปีนี้จะเปิด 4 โครงการใหม่ มูลค่ามากกว่า 19,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ ดิ เอส แอท สุขุมวิท 36 โครงการสันติบุรี เดอะ เรสซิเดนท์ โครงการ บันยันทรี เรสซิเดนเซส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ และโครงการทาวน์โฮม เนอวานา ดีฟาย ทั้งนี้ ได้เริ่มพัฒนาโครงการที่ประเทศมัลดีฟส์ เฟสแรกแล้วมูลค่าโครงการกว่า 11,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มพัฒนาบน 3 เกาะแรกจากทั้งหมด 9 เกาะ พัฒนาเป็นโครงการมิกส์ยูสในรูปแบบใหม่เจาะตลาดอัพสเกลแฟมิลี่ ซึ่งบริษัทได้รับความร่วมมือจากเครือโรงแรมฮาร์ดร็อคเข้ามาเป็นพันธมิตร

“บริษัททำแผนงานภายใต้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจราว 3-4% หลังจากพระราชพิธีสำคัญของคนไทย ประเมินว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคน่าจะปรับดีขึ้น บรรยากาศการจับจ่ายและบริโภคกลับมา ซึ่งที่ผ่านมาสำนักเศรษฐกิจต่างๆ ได้มีการปรับจีดีพีปีนี้ขยายตัวดีขึ้น” นายนริศ กล่าว

Advertisement

นายนริศ กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานของบริษัท ครึ่งปีแรก รายได้อยู่ที่ 2,230 เติบโต 81% จากช่วงเดียวกันปรก่อน 1,229 ล้านบาท ขณะที่กำไรอยู่ที่ 28 ล้านบาท ลดลงจาก 162 ล้านบาท หรือ 117% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ผลจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนการซื้อสินทรัพย์ในอังกฤษเป็นสกุลเงินปอนด์ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะรับรู้รายได้ตามเป้าหมายที่ 4,000 ล้านบาท

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image