‘ครม.’ไฟเขียวกม.ลูกรองรับไอยูยู-สอดรับกม.ค้ามนุษย์หวังแก้ปัญหาเบ็ดเสร็จ

13.09.17 | 21:15 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม(ไอยูยู) อย่างเบ็ดเสร็จ ประกอบด้วย ด้านกฎหมาย การออกกฎหมายลำดับรอง และการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.ก.การประมง 2558 ได้แก่ มาตรา 11 ว่าด้วย ห้ามมิให้โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำจ้างลูกจ้างโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือจ้างคนต่างด้าวที่ไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว มาตรา 83 คนประจำเรือต้องมีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย และในกรณีคนประจำเรือไม่มีสัญชาติไทย ต้องได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และต้องได้รับใบอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมง(เอ็มซีเอส) โดยกิจกรรมควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก(PIPO) ตรวจเอกสารประจำตัวของแรงงานประมงก่อนออกทำการประมง และเมื่อกลับเข้าฝั่ง จะต้องมีความถูกต้องตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ กิจกรรมตรวจการทำประมงผิดกฎหมายและแรงงานในทะเล โดยกรมประมงได้จัดทำแผน และร่วมปฏิบัติงานการตรวจการทำประมงผิดกฎหมายและแรงงานในทะเลร่วมกับทีมสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมายและแรงงาน ป้องกันการใช้แรงงานบังคับ แรงงานขัดหนี้ แรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ และเป็นไปตามข้อปฏิบัติมาตรฐานสากล กิจกรรมตรวจสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ กรมประมงได้ร่วมกับทีมสหวิชาชีพในการตรวจแรงงานในสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่องตาม พ.ร.ก.การประมง 2558 มาตรา 11 ด้านแรงงาน การจัดทำหนังสือคนประจำเรือสำหรับแรงงานต่างด้าว(Seabook) โดยได้มีการออกหนังสือคนประจำเรือให้แรงงานต่างด้าว และจัดทำฐานข้อมูลด้านแรงงานต่างด้าว

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์(ฉบับที่ 2) 2560-2564 ด้วย ซึ่งมียุทธศาสตร์ 5 ด้าน 1.ด้านพัฒนากลไกเชิงนโยบายและการขับเคลื่อน 2.ด้านการดำเนินคดี 3.ด้านการคุ้มครองช่วยเหลือ 4.ด้านการป้องกัน 5.ด้านการพัฒนาความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯเรื่องไอยูยู กรณีกรอบกฎหมายและการแก้ไขพระราชกำหนดการประมง การจัดการกองเรือประมง การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง ระบบตรวจสอบย้อนกลับการบังคับใช้กฎหมาย การแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน และการประสานงานกับสหภาพยุโรป หรืออียู

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องไอยูยูมาก และหวังว่ามติ ครม.ดังกล่าวจะส่งผลให้การดำเนินการต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในทุกด้าน ซึ่งในขณะนี้ทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ระบบ เป็นที่พอใจของอียู แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกระทรวงเกษตรฯต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเลมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ต้องได้รับความร่วมมือกับทุกฝ่าย” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

 

Advertisement