พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2560 กรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล(DG MARE) ของสหภาพยุโรป (อียู) จะเดินทางมาประเทศไทยประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) โดยเฉพาะระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยดำเนินการแล้วมากกว่า 50% โดยมีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลัก และมีหน่วยงานอื่นๆ ช่วยกันสนับสนุน อาทิ ท่าขึ้นปลา ก็จะมีทั้งขององค์การสะพานปลา(อสป.) กรมเจ้าท่า ช่วยกันดูแล เป็นต้น
“ปัจจุบันเรื่องระบบตรวจสอบย้อนกลับ ประเทศไทยได้ดำเนินการตามมาตรฐานที่ไทยได้วางแผนไว้ โดยมีการเข้มงวดตั้งแต่ท่าเรือ การนำเข้า ควบคุมปริมาณนำเข้า และการแปรรูปส่งออกทั้งกระบวนการ นอกจากนี้ไทยยังจะพัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหาประมงของไทยให้เทียบเคียงกับหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อให้กระบวนการที่ทำไว้เป็นมาตรฐานเดียวกัน” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
แหล่งข่าวจากกรมประมง เปิดเผยว่า นอกจากระบบตรวจสอบย้อนกลับ อียูจะเข้ามาตรวจเรื่องเรือกลุ่มสีเทา(Gray Area) ที่ทางอียูต้องการให้หมดไปจากประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่จำนวน 433 ลำ แบ่งออกเป็น 1.เรือประมงขนาดใหญ่ตั้งแต่ 150 ตันกรอสขึ้นไป จำนวน 196 ลำ ซึ่งถูกถอนทะเบียนเมื่อเดือนพ.ค. 2558 และเรือที่ถูกขายไปยังประเทศกัมพูชา จำนวน 237 ลำ ซึ่งเกิดปัญหาเรือไม่เปลี่ยนธงชาติ และไม่เปลี่ยนสีเรือ โดยทางประเทศไทยต้องให้คำตอบกับอียูว่า เรือออกไปจากประเทศไทยจริงแล้วหรือไม่ อาทิ เปลี่ยนธงเรือไปเป็นกัมพูชาแล้วกี่ลำ เจ้าของเดิมที่ขายเรือมีสัญญาซื้อขายหรือไม่ เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าเรือกลุ่มนี้ได้ออกไปจากการเป็นเรือสัญชาติไทยแล้ว โดยขณะนี้กรมเจ้าท่ากำลังดำเนินการติดตามตามอยู่

