เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 5 เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าตรวจสอบ 5 บริษัทในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมรีสอร์ต อพาร์ทเม้นต์ และธุรกิจบริการอื่น และเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการถือครองที่ดินและมีมูลค่าการลงทุนสูง รวมถึงมีชาวต่างชาติถือหุ้นร่วมกับคนไทย ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า พฤติกรรมของผู้ถือหุ้นคนไทยมีมูลเหตุให้เชื่อว่าน่าจะเป็นการถือหุ้นแทนคน ต่างด้าว(นอมินี) ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 36 แห่งพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กรมฯ จึงมอบหมายให้ผู้อำนวยการกลุ่มบริการทะเบียนธุรกิจและอำนวยความสะดวกทางการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวน สภ.สะเดา ดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อเนื่อง รวมทั้ง กรมฯ ได้ตรวจสอบการจัดทำบัญชีของบริษัททั้ง 5 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีข้อบกพร่องในการจัดทำบัญชี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างให้บริษัทเข้าชี้แจง หากพบว่า มีการกระทำความผิดตามพ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 จริงจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นางสาวผ่องพรรณ กล่าวว่า กรมฯกำลังปรับปรุงแผนการตรวจสอบนอมินีให้ครอบคลุมจังหวัดที่เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษให้มากขึ้น เนื่องจากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่สงขลา ทำให้กรมฯได้ทราบข้อมูลสำคัญของช่องทางการกระทำผิดในธุรกิจนอมินี ว่า ปัจจุบันธุรกิจของชาวต่างชาติที่ต้องการจะใช้คนไทยเป็นนอมินี ได้ขยายการลงทุนไปสู่จังหวัดที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือชายแดนไทย ที่มีพื้นที่ติดต่อกับ ประเทศเพื่อนบ้าน จากเดิมเน้นการประกอบธุรกิจในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่มีแผนออกตรวจสอบนอมินีในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวมาต่อเนื่อง
“ขอเตือนคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย จะต้องได้รับโทษหนักคือ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับรายวันอีกวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน” นางสาวผ่องพรรณ กล่าว

